การจับเหยื่อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น! มีผู้พเนจรเพียงไม่กี่คนที่รอดชีวิตมาได้จากนักล่าสูงสุดสายพันธุ์นี้
Info
บทความเขียนใหม่โดย Robert Goerman
ให้ไฟเขียวโดย DivineAtlas
หน้าตะขาบหวาดผวาต้นฉบับโดย s n o w y
แปลโดย Guy777
ใช้ธีม Liminal Sheafs โดย Sariastuff ตัดต่อโดย
MC_Crafter_24_7
คำเตือน:
เนื้อหาต่อไปนี้บรรยายถึง
การทำร้ายและทรมานร่างกายอย่างรุนแรง
การจับเหยื่อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น…
ระบบจำแนกประเภทเอ็นทิตี้คอนคอร์ด
ถิ่นอาศัย: 148, 365, สถานที่มืด
5BXX
ภาพหรือวิดีโอของเอ็นทิตี้ที่พบเห็นได้ยากมากตัวนี้จะแสดงให้เห็นเฉพาะภาพที่ถูกบิดเบือนอย่างหนัก
ฐานข้อมูล M.E.G.
คำอธิบาย:
มีผู้พเนจรเพียงไม่กี่คนที่ได้รายงานการพบเจอกับนักล่าสูงสุดสายพันธุ์นี้1 พวกมันยาวราวเมตรกว่าๆ ลำตัวส่วนใหญ่ของตะขาบหวาดผวาเป็นสีดำที่จะไม่สะท้อนแต่กลับดูดซับแสง คล้ายสีดำโมซู ทำให้มันสามารถกลืนไปกับเงามืดที่มันใช้อาศัยอยู่ได้ ส่วนร่างกายก็จะขับสสารคล้ายควันดำที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพรางตัวตามธรรมชาตินี้
เอ็นทิตี้สายพันธุ์นี้ล่าเฉพาะมนุษย์ แม้จะไม่มีหลักฐานใดๆที่บ่งชี้ว่าพวกมันกินเราเป็นอาหาร เพื่อการนี้ มันจึงมีหัว ผมของมนุษย์ และใบหน้าของผู้หญิงยิ้มปริสำหรับล่อเหยื่อ เบ้าหน้าที่ไร้เดียงสาของเธอยิ้มอยู่ตลอดก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนไป ดวงตาของเธอเปล่งแสงสีขาวอ่อนๆในความมืด ตะขาบหวาดผวามักมีปฏิสัมพันธ์กับผู้พเนจรผ่านการสนทนาอย่างมีสติปัญญา เป็นการวางกับดัก
รายงานต่างๆเสนอว่าการอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกับสัตว์เหล่านี้จะกระตุ้น "สภาวะกึ่งภวังค์" ทำให้สิ่งที่เห็นไม่อาจถูกเชื่อถือได้ เขตกระทบที่ไม่สามารถอธิบายได้เหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในความเป็นจริงอย่างที่เราทราบถึง พวกมันจะส่งผลให้เหยื่อมีความระแวดระวังลดน้อยลงและมีอาการมึนงงเล็กน้อย ซึ่งเหยื่อนั้นก็จะมีโอกาสป้องกันตัวเองหรือคิดอย่างกระจ่างได้น้อยลง ผู้ประสบเหตุได้บรรยายถึงแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ความรู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัวจนเข้าขั้นอัมพาต ไปยังความรู้สึกเคลิบเคลิ้มและรักใคร่ที่เอ่อล้น
เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เพ่งเล็งจะทำร้ายหรือหนีไปจากมัน แขนผิดปรกติสองข้างก็จะปรากฏขึ้นจากส่วนกลางลำตัวของมัน ซึ่งสามารถจะแทงเป้าหมายได้ไกลถึงสองสามเมตรด้วยกรงเล็บที่แข็งแกร่ง
ภาพร่างของผู้พบเห็นตะขาบหวาดผวา
(แขนยังไม่ได้ปรากฏขึ้น)
ฐานข้อมูล M.E.G.
[บทสัมภาษณ์สองนาที]
เบคกี้ มอร์ริสันไม่ได้มีเพียงโฉมหน้าที่งดงาม เธอนั้นยังมีรอยแผลอัปลักษณ์จากรอยเฉือนลึก ความเสียหายในเส้นประสาทของเธอบิดปากยิ้มให้กลายเป็นปากขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เบคกี้ถุยน้ำลายเข้าใส่หน้าปีศาจ ผู้ที่จะทำการสัมภาษณ์ในวันนี้ก็คือ ดร. จอห์น ไรน์ฮาร์ต ปร.ด.
ไรน์ฮาร์ต: เบคกี้ คุณรอดเงื้อมมือตะขาบหวาดผวามาได้ ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยครับ
มอร์ริสัน: นายไปถามไอ้คนนั้นน่าจะดีกว่านะ (หัวเราะ) ฉันได้ยินเสียงแม่เรียกหา ก่อนจะได้เห็นหน้าเธอด้วยซ้ำ ยังกะฝันไปเลย
ไรน์ฮาร์ต: ประสบการณ์ของคุณเทียบได้กับอาการผีอำใช่ไหม
มอร์ริสัน: ใช่ จนกระทั่งไอ้เอ็นทิตี้มันควักตาซ้ายฉันออก
ไรน์ฮาร์ต: นั่นเป็นตอนที่คุณถุยน้ำลายใส่มันถูกไหม
มอร์ริสัน: มันมีแต่จะแย่ลงจากจุดนั้น
ไรน์ฮาร์ต: ความทรมานที่คุณต้องประสบ ทั้งทางกายและใจ มันน่าสยองเกินกว่าจะระลึกถึงจากจุดนี้ไป แต่สิ่งที่สำคัญก็คือทีม M.E.G. ของเรา พบเข้ากับเหตุการณ์และเร่งเข้าไปช่วยคุณ
มอร์ริสัน: พวกเขาพยายามสุดฝีมือแล้ว ชายและหญิงผู้หาญกล้าต้องมาพบทุกข์ในวันนั้น
ไรน์ฮาร์ต: แล้วอะไรที่พลิกสถานการณ์กลับมาล่ะ
มอร์ริสัน: ผู้ที่เข้ามาช่วยฉันเริ่มล้มตาย ในตอนที่ไอ้ตะขาบมันเสียสมาธิ ฉันก็หยิบอาวุธเพลิงขึ้นมาและเผาไอ้(คำสบถ)นั่นไป ถึงจะได้รอยไฟคลอกติดมาบ้าง แต่ฉันก็ไม่สน มันรู้สึกดีมากๆ
ไรน์ฮาร์ต: เบคกี้ สิ่งที่คุณเป็นการเผยให้เราเห็นถึง "จุดตายหนึ่งเดียว" ของเอ็นทิตี้ 134 สิ่งนี้ยืนยันว่าพวกมันอ่อนแอต่อเปลวเพลิง ผู้พเนจรทุกคนต้องขอขอบคุณ
มอร์ริสัน: (ยิ้มอย่างประหม่า) ยินดีค่ะ
หมายเหตุ: "บทสัมภาษณ์สองนาที" ถูกนำเสนอเป็นบริการสาธารณะของกลุ่มเมเจอร์ เอ็กซ์พลอเรอร์ กรุ๊ป
พฤติกรรม:
เล่ห์เหลี่ยมและโหดเหี้ยมเป็นพฤติกรรมเอกลักษณ์ของนักซุ่มล่าเดี่ยวสายพันธุ์นี้
วิธีการที่ตะขาบหวาดผวาใช้ล่อลวงและดักจับเหยื่อของมันจุดประกายคำถามที่น่าอึดอัดใจขึ้นหลายข้อ ผู้พเนจรบางคนกล่าวถึงเสียงรอบข้างที่เงียบหายไปและความคล้ายฝันในสภาพแวดล้อม ซึ่งผู้พเนจรทุกๆคนก็ได้รายงานถึงใบหน้าและเสียงของบุคคลอันเป็นที่รัก (หรือคนแปลกหน้าที่มีรูปโฉมงดงาม) ซ่อนอยู่ภายในเงามืดและกำลังยั่วยวนให้พวกเขาเข้ามาใกล้
หากไม่นับรวมคำอธิบายเหนือธรรมชาติแล้ว เอ็นทิตี้ 134 นั้นสามารถที่จะลอกเลียนหน้าและเสียงของบุคคลอันเป็นที่รักได้ยังไงกัน มันรู้ได้เช่นไรว่าบุคคลอันเป็นที่รักนั้นเคยมีหน้าตาหรือเสียงยังไง
ถัดมา ตามที่บทความได้กล่าวไว้ "การจับเหยื่อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น" เพราะความโหดเหี้ยมของตะขาบหวาดผวานั้นไร้ข้อยกเว้นและน่าหวาดหวั่น การเผชิญหน้าแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะถูกยืนยันหรือต้องสงสัย ก็จะเริ่มต้นจากการเสียดวงตาข้างหนึ่งของเหยื่อ และบ่อยครั้งก็ต่อด้วยการล้วงควักอวัยวะภายในออกมา2 ซึ่งการทรมานนี้ก็จะปฏิบัติทั้งทางร่างกายและจิตใจ
สัตว์ร้ายเหล่านี้เพลิดเพลินใจไปกับการหัวเราะคึกคักและเยาะเย้ยเหยื่อด้วยความสุขใจระหว่างการทรมาน เหยื่อจะถูกระลึกถึงความเจ็บปวดที่กำลังจะบังเกิดและย้ำเตือนเสมอว่าไม่มีความหวังหรือหนทางหนีใดๆอยู่
ชีววิทยา:
การศึกษาชีววิทยาของสัตว์ชนิดใดๆโดยที่ไม่มีซากหรือตัวอย่างที่มีชีวิตอยู่นั้นแทบที่จะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่ได้ใช้งานทักษะและเทคโนโลยีระดับสูง ไฟ ก็คือวิธีการกำจัดเอ็นทิตี้ 134 หนึ่งเดียวที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะไม่เหลือสิ่งใดไว้นอกไปจากเถ้าธุลี อีกทั้งตัวอย่างที่มีชีวิตของสัตว์สายพันธุ์นี้ก็ยังมีความอันตรายเกินว่าจะพิจารณาการจับตัวและศึกษาได้
[คำให้การ]
ฉันและโจ จูวอนเดินตรวจตราอยู่ในเขตอะควิล่าของด่าน 1 เพื่อมองหาใครก็ตามที่หลุดออกมาจากด่าน 0 หรือกำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่ เราพกขนม น้ำอัลมอนด์ และอุปกรณ์การแพทย์เบื้องต้นเผื่อเอาไว้เสมอ
เสียงกรี๊ดแสบหูหยุดชะงักพวกเรา ใกล้มาก แต่ก็อยู่นอกสายตา แค่ตรงหัวมุมใกล้ๆ แม่เจ้า เสียงหัวเราะชั่วร้ายที่เราได้ยินต่อมามันแย่ยิ่งกว่า
พูดจริงๆเลย ว่าฉันอยากจะวิ่ง จูวอนไปถึงเธอก่อนและหยุดนิ่ง ฉันชักคาตานะออกมา เข้าไปร่วมวง และก็อ้วกแตก
เครื่องในสาวคนนั้นกระจัดไปทั่วทุกที่ และเลือดเธอก็เปื้อนไปทุกพื้นผิว แต่ก็ไม่สงสัยเลยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
สติฉันหลุดหาย! ฉันจำได้แค่ดาบที่ฟันลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า มันตัดไอ้เอ็นทิตี้เป็นสองท่อน จากนั้นก็ไปจัดการกับท่อนที่ยังเกาะเสาอยู่ ไม่มีไส้แมลง แค่ควันสีดำ แขนกรงเล็บจางหายไป แต่มันก็ไม่เคยจะหยุดขยับ จนถึงวันนี้ ชิ้นส่วนเหล่านั้นก็ยังขยับอยู่
(ลงนาม)
เจสัน แจบลอนสกี
ทีม M.E.G. "เรด คาร์เพท"
ถูกรักษาไว้ที่สถานที่ปลอดภัยของ M.E.G. ตัวอย่างโจ/แจบลอนสกีเป็นตัวอย่างเดียวของตะขาบหวาดผวาที่ถูกพิจารณาว่าปลอดภัยพอจะศึกษาได้ มันถูกเก็บเอาไว้ภายในตู้อควาเรียมแห้งฝาปิดห้าตู้ การตรวจสอบเอ็นทิตี้นั้นเผยคำถามมามากกว่าคำตอบ
มีใครอธิบายได้ไหมว่าทำไมแม้กระทั่งชิ้นที่เล็กที่สุดของมันก็ยังขยับไปมาได้
ทำไม "ควันดำ" ถึงไม่เคยจางหายไป
ปริศนาสุดท้ายก็คืออวัยวะภายในช่องท้องของมัน (พิสูจน์แล้วว่าสามารถรบกวนกล้อมดิจิทัลและอุปกรณ์บันทึกได้) ซึ่งได้ถูกนำออกมาเพื่อทำการตรวจสอบ "อวัยวะ" นี้เป็นฟันที่ถูกฝังไว้ (แตกออกในระหว่างการเข้าทำร้ายด้วยดาบและหลั่งเลือดสดออกมา) เขี้ยวนี้เหมือนว่าจะมีลักษณะเป็นของจระเข้
การร่วมมือ:
[พิมพ์ซ้ำ]
มีการยืนยันแล้วว่าพยากรณ์ไร้เนตรและตะขาบหวาดผวาตอนนี้ได้มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบพึ่งพากัน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองสายพันธุ์ ได้มีการพบเห็นพยากรณ์ไร้เนตรนำทางกลุ่มผู้พเนจรที่กำลังงุนงงไปยังอ้อมแขนของตะขาบหวาดผวาที่อ้ารอ อาจดูไร้เหตุผล แต่ตะขาบหวาดผวานั้นก็จะชอบอยู่ใกล้กับทางตัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นเพราะความง่ายดายในการขัดขวางผู้พเนจรที่กำลังหลบหนี
ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้โหดเหี้ยมเกินว่าจะอธิบายเพิ่มได้ที่นี่ ซึ่งเสียงกรีดร้องอันสยดสยองได้นำเจ้าหน้าที่ M.E.G. สี่คนจากทีม "ลุคกิ้ง กลาส" ไปพบกับฉากๆหนึ่ง พวกเขาพบผู้พเนจรคนหนึ่งที่กำลังถูกชำแหละร่างอยู่ในเอื้อมแขนของตะขาบหวาดผวา โดยพยากรณ์ไร้เนตรก็เปล่งแสงไปตามจังหวะของการทรมาน มันไม่มีความหวังใดๆในการจะช่วยเขาออกมาได้
จะให้ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์นักล่าทั้งสองนี้มีอยู่ต่อไปไม่ได้!
โทมัส โอลิเวอร์ กรีเออร์
ทีม M.E.G. "ลุคกิ้ง กลาส"
การค้นพบ:
ไม่มีรายงานการค้นพบใดๆของตะขาบหวาดผวาอยู่ "อย่างเป็นทางการ" สิ่งที่เรามีนั้นเป็นเหมือนกับเรื่องเล่าจากตำนานพื้นเมืองมากกว่า
เอ็นทิตี้ 134 ถูกพบว่าซ่อนอยู่ในเงามืดในระหว่างที่กำลังพูดในเสียงของบุคคลในวัยชรา "มานี่สิจ๊ะ หนูจ้า ยายคิดถึงนะ" ซึ่งเมื่อผู้พเนจรคนนั้นจำเสียงได้และเข้าไปหาเพราะความคิดถึง มันก็สายไปแล้ว
รายงานนี้เป็นนิรนาม
คำอ้างสู่สมญา:
ปาร์ตี้โกเออร์ซีโร่ได้กำเนิดขึ้นเมื่อดีคอน ดันแคน ภารโรงของแฮปปี้ไทม์อควาเรียมบนโลก ได้เผอิญโนคลิปผ่านส่วนจัดแสดง "ป่าดงดิบแห่งท้องทะเล" พร้อมสัตว์น้ำนานาชนิดก่อนจะหลอมรวมกายภาพเข้าด้วยกันกับตะขาบหวาดผวา
ภาพบรรยายโดย
ไมร่า โอเบอร์ลิน
สังเกตุที่หัว หาง
และแขนผิดปรกติ
ของตะขาบหวาดผวา
ฐานข้อมูล M.E.G.
การตรวจสอบ "ภายใน" ปาร์ตี้โกเออร์ได้เผยให้เห็นร่างมนุษย์ (แขนทั้งสองข้างถูกผสานเข้ากับปลาแลมป์เพรย์) ซึ่งถูกหลอมรวมกายภาพเข้ากับตะขาบหวาดผวาและสัตว์น้ำสุ่มๆ อวัยวะมนุษย์นั้นไม่ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมของมันอีกต่อไป ไม่มีระบบหายใจ ไหลเวียนเลือด หรือย่อยอาหารใดๆที่ใช้งานได้อยู่ วิธีที่สัตว์ร้ายเหล่านี้มองเห็นหรือนึกคิดนั้นยังคงเป็นปริศนาต่อไป แม้ว่าเราจะรู้ว่าปาร์ตี้โกเออร์มีสติปัญญาและจิตสำนึก เราก็พูดได้เพียงว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ด้วยความรู้ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้
เมื่อแขนแลมป์เพรย์ด้านนอกของมันโฉบกัดผู้พเนจรเข้าได้ เหยื่อที่เป็นมนุษย์ก็จะเปลี่ยนร่างไปเป็นปาร์ตี้โกเออร์ตัวใหม่อย่างรวดเร็ว สะท้อนไปถึงตำนานของแวมไพร์และซอมบี้ ซึ่งรอยกัดรอยเดียวก็จะทำให้ผู้ประสบจำต้องรับชะตากรรมของการเป็นอันเดทต่อไป
อัพเดท - ความคืบหน้า:
ทีม "อิพิฟานี" ของกลุ่มเมเจอร์ เอ็กซ์พลอเรอร์ กรุ๊ป ประกอบด้วยดร. จอห์น ไรน์ฮาร์ต ปร.ด. (วิทยาศาสตร์) เอมี่ คอคเรน (ศัสตราวุธ) แอนน์ ดันน์ (กายสิทธิ์) ในตอนนี้ดันน์กำลังใช้งานตาทิพย์และจิตประวัติในการเรียนรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในหัวข้อเกี่ยวกับแบ็กรูมส์ จิตประวัติ (หรือการอ่านจิตสัมผัสวัตถุ) คือความสามารถทางจิตในการตรวจหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือผู้คนโดยการสัมผัสกับวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการรับรู้นอกเหนือประสาทสัมผัส หรือ ESP พรสวรรค์ของเธอมันช่างน่าทึ่ง
ด้านล่างจะเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญจากการอ่านจิตสัมผัสตัวอย่างโจ/แจบลอนสกีของแอนน์ ดันน์ คำให้การของเธอจะเป็นตัวอักษรเอียง
[บทถอดความย่อ]
นิ้วมือขวาของแอนน์สั่นไหวในขณะที่เธอลูบกระจกนอกของตู้อควาเรียมยี่สิบแกลลอน ขาที่ขาดออกของตะขาบและชิ้นส่วนของร่างที่ถูกสับว่ายอยู่ในควันดำ ตอบสนองต่อการเข้ามาของเธอ เหมือนผงเหล็กกับแม่เหล็ก เธอใช้คีมแพทย์หยิบขาที่ดิ้นไปมาข้างหนึ่งขึ้น เธอสั่นตัวจากนั้นก็ปิดฝาด้านบนของตู้ปลา
หุ่นเชิด! ตะขาบหวาดผวามันคือหุ่นเชิด! แอนน์เริ่มไอและแข็งทื่อขึ้นในขณะที่เธอแตะตัวอย่างซ้ำๆ วัตถุนี้มีจิตสำนึก … แต่มันไม่ได้มีชีวิตในทางชีววิทยา ชิ้นส่วนขาถีบกลับไปจากสัมผัสมนุษย์ ชิ้นส่วนร่างและขาพวกนี้ถูกแกะสสักและขุดออกมาจากไม้มะเดือแข็ง เหมือนกับที่เราพบบนโลก เธอเปิดฝาตู้อควาเรียม ราวกับว่ากำลังถูกสิงสู่ เธอนำมือทั้งสองจุ่มลงไป และเศษส่วนของตะขาบเหล่านี้ก็เลิกทำการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ไป
ตะขาบหวาดผวาถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์และควบคุมโดยการท่องคถา แกะสลักรูน และเครื่องราง ผู้เชิดหุ่นนั้นคือสัตว์เลื้อยคลานจากอีกจักรวาลที่เกลียดชังและไล่ล่ามนุษย์ไปตามพหุภพ ส่วน "ควัน" มันก็คือพลังงานวิญญาณมืด
"หุ่นเชิด" ตัวนี้ไม่ได้มี "เชือกชักใย" อยู่อีกต่อไปแล้ว
แอนน์ ดันน์
ทีม M.E.G. "อิพิฟานี"
บัตรบันทึกสองใบ
ที่มีภาพร่างของ
เขี้ยวสัตว์เลื้อยคลาน
(หรือเครื่องราง)
และรูนประหลาด
ฐานข้อมูล M.E.G.
สิ่งที่ควรและไม่ควรทำ
ควรทำ
- หยุด มอง และฟัง! ความผิดพลาดมีผลถึงชีวิต
- เลี่ยงพื้นที่มืด หากไม่จำเป็นจริงๆ
- วิ่งและเตือนผู้อื่น
ไม่ควรทำ
- เข้าหาเสียงประหลาด
- เชื่อทุกสิ่งที่เห็นและได้ยิน
- ด้อยค่าการถอยหนี


