หมายเลขเอ็นทิตี้: 79
ถิ่นที่อยู่: หลากหลาย
คำอธิบาย:
การจะต้องกลายมาเป็นตัวอย่างของเอ็นทิตี้ 79 หรือว่า "นักพเนจร" นั้นดูเหมือนจะเป็นชะตาอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของมนุษย์ทุกคนที่บริโภคน้ำอัลมอนด์ เช่นเดียวกันกับวัฏจักรเรทช์ มันจะมีหนทางในการชะลอการกลายร่างลง เช่น การรับประทานอาหารที่หลากหลาย แต่ในทางทฤษฎีแล้ว วิธีการเดียวที่จะหยุดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นนักพเนจรได้ก็คือการหลีกเลี่ยงน้ำอัลมอนด์โดนสิ้นเชิง ถึงอย่างงั้น การจะไม่ดื่มแม้แต่ครั้งเดียวเลยก็แทบจะเป็นไม่ได้ เนื่องมาจากคุณสมบัติของมัน
กลุ่มของมนุษย์ในระยะแรกเริ่มของการกลายเป็นนักพเนจร พวกเขาจะไม่หลีกเลี่ยงการอยู่เป็นกลุ่มจนกว่าการกลายร่างจะเสร็จสมบูรณ์
เพราะพวกเขานั้น "เกิด" ขึ้นจากมนุษย์ จึงมีสัญญาณทางกายภาพเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถนำมาใช้แยกแยะนักพเนจรออกจากผู้พเนจรได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณเห็นมนุษย์ที่มีดวงตาที่มักจะสะท้อนแสงในบริเวณที่มืด1 พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพเนจร
พฤติกรรม:
นักพเนจรเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นกลาง พวกเขาจะไม่โจมตีหากไม่จนมุม และจะเลือกที่จะหนีโดยการวิ่งหรือโนคลิปออกไปแทน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมาจากสปีชีส์สังคม แต่นักพเนจรนั้นก็มักจะชอบอยู่ตัวคนเดียว และจะไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเกินสองหรือสามคน นอกจากนี้ "สังคม" ของพวกเขาก็ยังจะเป็นไปในเชิงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยสิ้นเชิง ปราศจากซึ่งแนวคิดด้านปรัตถนิยมใดๆ จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของก่อนจะทำการบริการใดๆ เช่น การตอบคำถาม นำพาผู้พเนจรข้านผ่านด่าน หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย นักพเนจรจะยืนดูบุคคลนั้นๆตาย เว้นแต่พวกเขาจะเสนอข้อแลกเปลี่ยนใดๆมาให้ การแลกเปลี่ยนกับนักพเนจรอาจจะยุ่งยากได้เล็กน้อย แต่พวกเขาก็จะรับสิ่งของใดๆที่พวกเขาถือว่ามีประโยชน์หรือสนใจเป็นการส่วนตัว และก็จะจ่าย "หนี้ชีวิต" ใดๆที่อาจเกิดขึ้น
ด้านล่างนี้เป็นการแลกเปลี่ยนที่นักพเนจรมักจะทำกันมากที่สุด:
| วัตถุ/บริการที่ให้ | วัตถุ/บริการที่ได้รับ |
|---|---|
| น้ำอัลมอนด์ 1 ขวด | น้ำอัลมอนด์ขวดหนึ่งในรูปแบบอื่นๆ |
| น้ำอัลมอนด์ 1 ขวด | จะทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจากด่านหนึ่งไปสู่อีกด่านเป็นเวลา 24 ชั่วโมง |
| ข้อมูลเกี่ยวกับด่านใหม่ | ข้อมูลเกี่ยวกับทางลัดระหว่างด่าน |
| รองเท่าคู่ใหม่ | ให้สัมภาษณ์ 30 นาที |
| ช่วยจากอันตราย | จะเดินทางไปกับผู้ช่วยชีวิตจนกว่าจะชดใช้ให้กับพวกเขาได้ |
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการที่นักพเนจรจะไม่สูญเสียตัวตนจากช่วงที่พวกเขายังเป็นมนุษย์อยู่ไปโดยสิ้นเชิง พวกเขายังมีความต้องการสำหรับ "วัตถุที่ตนเองสนใจ" ที่ก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรไปนอกจากการเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ วัตถุเหล่านี้สามารถถูกนำมาใช้แลกเปลี่ยนได้ แต่มูลค่าของพวกมันก็จะแตกต่างไปในแต่ล่ะบุคคล เครื่องประดับที่มีค่าสำหรับนักพเนจรคนหนึ่งอาจไร้ค่าสำหรับอีกคน ดังนั้น การเตรียมขวดน้ำอัลมอนด์ไว้ใช้แลกเปลี่ยนจึงถือเป็นความคิดที่ดีเสมอ
นักพเนจรเด็ก
ในขณะที่นักพเนจรส่วนใหญ่จะไม่โจมตีผู้คน นั่นก็ไม่ใช่กับเด็กที่ได้กลายเป็นนักพเนจร พฤติกรรมของพวกเขาจะคาดเดาได้ยากกว่า สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะพวกเขาขาดการพัฒนาทางอารมณ์ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ด้วยเหตุนี้ นักพเนจรเด็กจึงมักจะมีพฤติกรรมสุดโต่งและข้อแลกเปลี่ยนของที่ไม่สมเหตุสมผล (เช่น ให้ความช่วยเหลือเพื่อแลกกับการดูท่าเต้นตลกๆ) พวกเขามักจะมีพฤติกรรมชอบแสดงความรุนแรงเพราะว่ามันทำให้พวกเขารู้สึกสนุก หากคุณเห็นเด็กอยู่คนเดียวในแบ็กรูมส์ ก็ให้เข้าไปใกล้ด้วยความระมัดระวัง
ชีววิทยา:
ผลการชันสูตรศพได้เผยให้เห็นว่ามีข้อแตกต่างทางชีววิทยาอยู่เพียงเล็กน้อยระหว่างนักพเนจรและมนุษย์ โดยจะมีสิ่งสำคัญ 4 อยู่ประการ ซึ่งคือ กระเพาะที่เล็กผิดปกติ ตับที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น มวลเนื้อเยื่อไร้ไขมันที่เพิ่มขึ้น และเทปตัม ลูซิดัมที่ก่อตัวขึ้นในดวงตา
อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ นักพเนจรนั้นจะแสดงถึงอาการไม่อยากอาหาร โดยมักจะเลือกดื่มน้ำอัลมอนด์แทนในทุกสถานการณ์ แม้นักพเนจรจะสามารถรับประทานอาหารในปริมาณเล็กน้อยได้ แต่ก็เหมือนว่าอาหารเหล่านี้จะไม่สามารถใช้ประทังชีวิตพวกเขาได้ดีเท่าน้ำอัลมอนด์ และก็จะถูกย่อยเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ตามที่สังเกตได้จากการตรวจสอบอุจจาระของนักพเนจร
ความเชื่อมโยงระหว่างนักพเนจรและน้ำอัลมอนด์ไม่ได้มีอยู่เพียงแค่การเป็นแหล่งอาหารหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไปการเป็นวิธีการกำเนิดอีกด้วย โดยทั่วไปแล้ว การที่มนุษย์ยิ่งดื่มน้ำอัลมอนด์มากเท่าไร การเปลี่ยนแปลงเป็นนักพเนจรก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น มนุษย์ที่ไม่ดื่มอะไรเลยนอกจากน้ำอัลมอนด์มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นนักพเนจรหลังจากอยู่ภายในแบ็กรูมส์ได้เป็นเวลา 1 ปี ผู้ที่สามารถหาอาหารและน้ำปกติได้ และรับประทานน้ำอัลมอนด์เสริมเข้าไปนั้นก็มักจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจาก 5-10 ปี มีเพียงแค่ผู้ที่สัมผัสกับน้ำอัลมอนด์ปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่แสดงอาการเปลี่ยนแปลง
มีปัจจัยอื่นๆที่สามารถกำหนดได้ว่ามนุษย์จะเปลี่ยนเป็นนักพเนจรได้เร็วแค่ไหน แต่การบริโภคน้ำอัลมอนด์ก็ยังเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดสิ่งนี้เสมอ ตัวอย่างเช่น ความถี่ในการสำรวจแบ็กรูมส์เป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้น แต่สาเหตุก็อาจเป็นเพราะนักสำรวจมีแนวโน้มที่จะเดินทางไปโดยไม่พกอะไรและนำแค่น้ำอัลมอนด์มาเพื่อประทังชีวิต
การค้นพบ:
สันนิษฐานว่า ตั้งแต่ที่มีมนุษย์อยู่ในแบ็กรูมส์ ก็มีนักพเนจรเกิดขึ้น แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร แต่จำนวนค่ายพักแรมของมนุษย์ที่ถูกทิ้งร้างและอายุของค่ายพักแรมเหล่านี้บ่งชี้ว่าถึงการมีอยู่ของนักพเนจร
อย่างไรก็ตาม การค้นพบที่สำคัญนั้นเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ในปัจจุบันถูกเรียกกันว่า "เหตุการณ์การละทิ้งหมู่" (MDE) ผู้นำและสมาชิก M.E.G. จำนวนมากต่างละทิ้งตำแหน่งของตน ส่งผลให้ฐานทัพและห้องปฏิบัติการวิจัยหลายแห่งให้ไร้ซึ่งทั้งผู้นำและข้อมูลใดๆ
คำให้การเรื่อง MDE #5 - มาร์คัส แบรนท์
คือมันแบบ โคตรแปลกเลย พวกเขา2แค่ลุกขึ้นแล้วก็เดินออกไป มันก็ปกติอยู่สักพักหนึ่ง แคสซี่ยังคงไปหาอาหารอยู่ ไบรอันยังคงคุมระบบสื่อสารอยู่ ฉันก็แค่เดินไปรอบๆ กำลังลาดตระเวนอยู่ แต่มันก็แปลกโคตรๆเลย ทุกคนดูตึงเครียด มันรู้สึกเหมือนเรากำลังรอให้ครูกลับมาหา แต่พวกนั้นก็ไม่เคยกลับมา
แม้ว่าด่านหน้าส่วนใหญ่สามารถที่จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นด่านหน้าและห้องปฏิบัติการวิจัยของ M.E.G. ที่มีความเฉพาเจาะจงนี่แหละที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด การสูญเสียความรู้ระดับสถาบันไป ส่งผลกระทบอย่างมากต่อโครงการ งานวิจัย และสิ่งอื่นๆที่ M.E.G. ให้ความสนใจใน
คำให้การเรื่อง MDE #9 - แมดดี้ มาร์ติน
โอ้พระเจ้า ฉันไม่อยากจะพูดถึงมันด้วยซ้ำ วาร์เรนทิ้งโครงงานที่ไม่เสร็จไว้เยอะมาก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไรกับมัน มันมีสักอย่างเกี่ยวกับรา บางอย่างที่เกี่ยวกับการการปลูกพืชไร้ดินแล้วก็น้ำอัลมอนด์ อีกอันที่เกี่ยวกับของเหลวเก็บเสียงหรืออะไรสักอย่าง นี่แค่อันที่ฉันจำได้นะ
เราใช้เวลาตั้งนานรื้อหาเอกสารของเขา สะเดาะล็อกตู้เซฟที่เขาใช้เก็บพวกมันไว้ แต่นั่นก็ไม่นานเท่าที่ต้องมาตั้งแกะความหมายลายมือของเขา พวกผู้ดูแลแตกตื่นกันอยู่พักหนึ่งเลย เพราะพวกเขาคิดว่าวาร์เรนกำลังดูแลโครงงานที่เกี่ยวกับเชื้อดิซีสอยู่ แต่ก็โชคดีไปที่เขาไม่ได้ทำมันอยู่
…โอเค เอาจริงๆแล้ว ก็น่าจะเป็นเรามากกว่าที่หาบันทึกเรื่องนั้นไม่เจอ มันเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะมีขวดเก็บเชื้อเก็บเอาไว้ ที่ไหนสักแห่งในแบ็กรูมส์ ฉัน… ไม่อยากจะคิดเรื่องนั้นมาก
คือฉันจบปริญญาตรีด้านธรณีวิทยามา ฉันเรียนเกี่ยวกับหิน ฉันรู้ว่าไมโตคอนเดรียเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานของเซลล์ แต่เรื่องชีววิทยานอกจากนั้นฉันก็ไม่รู้แล้ว ฉันจัดการห้องแล็บเองได้ อาจจะจัดการโครงการบางส่วนให้กลับมาได้อีกครั้ง แต่จนกว่าเราจะได้นักชีววิทยาคนใหม่ ของของเขาก็คงจะต้องถูกพับเก็บไว้ก่อน
แต่ก็ไม่มีอะไรที่เทียบได้กับเหตุ MDE ที่โรงพยาบาล
คำให้การเรื่อง MDE #13 - เกวน คัลลาฮาน
ช่างหัว พวกแม่ง3
มีแค่นั้นแหละที่ฉันจะพูด ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกจะคิดว่าตัวเองเป็นใคร หรือกำลังเจอกับอะไรอยู่ แกจะเดินออกไปเฉยๆกลางกะตัวเองไม่ได้! แกจะปล่อยให้อาสาสมัครต้องมาดิ้นรนอยู่เองไม่ได้ และแกก็จะทิ้งคนไข้ไว้ให้เสียเลือดอยู่บนพื้นโรงพยาบาลไม่ได้ด้วย!
ไอ้ห่านั้นมันออกไประหว่างที่กำลังผ่าตัดอยู่ แค่เดินออกไปหน้าตาเฉย… ทิ้งขาผู้หญิงคนนั้นให้เปิดเอาไว้แบบนั้น เพราะไอ้เหี้ยนั้น เธอถึงได้ตาย ถ้ากูได้พบมึงอีกรอบนะ… กูจะเอามึงซะให้ไม่เหลือหมาเลย
หลายเดือนต่อมา ก็ได้มีการพบหมอโรฮัน แดเนียลส์เดินเตร่อยู่ภายในด่าน 540 ถึงเขาจะเป็นมิตร แต่เขาก็จะไม่ยอมตอบคำถามใดๆ จนกระทั่งได้มีการยื่นไม้ขีดไฟให้กล่องหนึ่ง
บทสัมภาษณ์กับคุณหมอแดเนียลส์โดยเอริก คอร์เบล
คอร์เบล: ขอบคุณที่มายอมคุยด้วยนะหมอ
แดเนียลส์: อืม
คอร์เบล: แล้วทำไมคุณถึงทำมันล่ะ? ทำไมคุณถึงเดินออกมา?
แดเนียลส์: โอ้ ก็เพราะว่าผมอยากทำ
คอร์เบล: …อะไรนะ?
แดเนียลส์: ผมสับสนนิดหน่อย คำตอบของผมมันไม่ชัดเจนตรงไหน ผมไม่อยากอยู่ในด่าน 11 อีกต่อไป ผมก็เลยเดินออกมา ผมไม่คิดว่ามันน่าสับสนขนาดนั้นนะ
[แดเนียลส์หันหลังกลับอย่างกะทันหันแล้วก็เริ่มเดินออกไป คอร์เบลวิ่งไล่ตามเขาไป]
คอร์เบล: เดี๋ยวสิ! ผมยังมีคำถามอีก แค่อีกข้อเดียว ข้อร้องล่ะ ผมจะเอา… เสื้อโค๊ทนี่ให้คุณ โทรศัพท์เครื่องนี้ก็ได้ แล้วน้ำอัลมอนด์ขวดนี้ล่ะ
[แดเนียลส์หยุด หันกลับมา และยื่นมือออกไปเพื่อหยิบน้ำอัลมอนด์]
คอร์เบล: โอเค ผมมีแค่คำถามเดียว… ทำไมคุณถึงไม่ทำการผ่าตัดให้เสร็จ ครั้งที่คุณทำอยู่ก่อนจะเดินออกมาน่ะ
แดเนียลส์: อ่า ตอนนั้นผมนึกขึ้นได้ว่า ในสถานที่แห่งนี้ ปรัตถนิยมมันเป็นกับดัก การจะไปใส่ใจผู้อื่นที่มีแต่จะถ่วงคุณลง ทำให้คุณต้องติดอยู่กับที่ มันเพื่ออะไรกันล่ะ ความซาบซึ้งใจหรอ? หรือว่าความสามัคคีกันของจิตวิญญาณมนุษย์? พวกนั้นมันจะมีค่าอะไรถ้าผมตาย มันเป็นความรู้สึกที่ไร้คุณค่า และก็ยังเป็นอันที่เห็นแก่ตัวด้วย ถ้าเกิดว่า M.E.G. ซาบซึ้งใจกับบริการของผมหรือสนการเกาะกลุ่มเข้าไว้ด้วยกันจริงๆ แล้วทำไมผมถึงไม่ได้อะไรจากพวกเขาเลยล่ะ อะไรที่มีค่าเท่าเทียมกัน ผู้หญิงคนนั้นเธอไม่มีอะไรให้กับผม ผมก็เลยไม่มีเหตุผลให้ต้องไปใส่ใจว่าเธอจะรอดหรือตาย คนๆเดียวที่ผมพึ่งพาได้ก็คือตัวผมเอง คนอื่นๆนั้นเป็นตัวถ่วงที่จะมีแต่ลดโอกาสการรอดชีวิตของผมในแบ็กรูมส์
[แดเนียลส์ก้มหัวให้กับคอร์เบลก่อนจะเดินออกไป]
แดเนียลส์: ผมหวังว่าผมจะตอบคำถามของคุณหมดแล้ว ขอบคุณสำหรับน้ำอัลมอนด์ล่ะ
นอกจากนี้ ก็มีความผูกพันทางสังคมจำนวนน้อยมากๆที่เหลือรอดมาจากการเปลี่ยนแปลงมาเป็นนักพเนจร ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า สังคมของนักพเนจรนั้นจะเป็นไปในเชิงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และอยู่กินอย่างสันโดษโดยสิ้นเชิง ไม่มีความจำเป็นในการมีปฏิสัมพันธ์กันมากมาย แม้ว่าพวกเขาจะยังมีอวัยวะสืบพันธุ์อยู่ แต่ก็มีนักพเนจรเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสืบพันธุ์ และก็มีน้อยยิ่งกว่าที่จะเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นๆก็ตาม สันนิษฐานว่าเด็กๆนั้นไม่ได้ให้ผลประโยชน์ใดๆกับพวกเขา และด้วยเหตุนี้จึงถูกถือว่าเป็นภาระ
คำให้การเรื่อง MDE #25 - โรซาริโอ แคนเดลา
ฉันแค่… มันยากน่ะรู้มั้ย เด็กๆพวกเขาไม่ได้โง่ พวกเขาตามเรื่องได้เร็วกว่าที่เราคิด พวกเขาเฝ้าดูเราอยู่เสมอ พยายามเรียนรู้จากเรา และพึ่งพาเราในการปกป้องพวกเขา ในการนำพาพวกเขา ในการให้ความรักกับพวกเขา!
แล้วฉันจะอธิบายกับเด็กๆยังไงว่าพ่อแม่ไม่อยากได้พวกเขาอีกแล้ว
ผลกระทบ
การจากไปของผู้คนจำนวนมากทำให้ M.E.G. ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บข้อมูลไปอย่างสิ้นเชิง ความปลอดภัยถูกเปลี่ยนให้เป็นความเข้าถึงได้ และเอกสารทั้งหมดต้องมีเอกสารประกอบจำนวนมากให้เพียงพอสำหรับผู้ไม่ชำนาญ เพื่อจะให้พวกเขาสามารถทำงานต่อจากที่คนอื่นๆเริ่มต้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
ได้มีการแนะนำให้พ่อแม่และผู้ปกครองจัดตั้งเครือข่ายผู้ดูแลที่มีศักยภาพสำหรับบุตรหลานของตนขึ้นในกรณีที่พวกเขากลายเป็นนักพเนจร M.E.G. ได้ทำการจัดตั้งเครือข่ายของศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้ทั่วทั้งด่าน 11 และด่าน 1
การค้นหาแหล่งอาหารทดแทนที่สามารถทัดเทียมกับสารอาหารที่น้ำอัลมอนด์ให้ได้นั้นกลายมาเป็นเป้าหมายของเหล่าผู้ดูแล ทุ่งข้าวสาลีของด่าน 10 ดูเหมือนจะสามารถถูกนำมาใช้แทนได้ แต่เนื่องด้วยคุณสมบัติของตัวข้าวสาลีเอง การเก็บเกี่ยวจึงถูกละทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ทาง M.E.G. นั้นยังไม่พบแหล่งอาหารที่พบหาได้ง่ายสำหรับชุมชุนขนาดใหญ่ นอกจากน้ำอัลมอนด์แล้ว และถึงแม้ว่าลัคกี้ โอ มิลค์ และรอยัล เรชั่น จะถูกนำมาทดลองใช้เป็นแหล่งอาหารแทนแล้ว พวกมันก็ไม่มีผลลัพธ์ใดๆในการชะลอหรือหยุดการเปลี่ยนแปลงลงเลย
ตัดตอนมาจาก น้ำอัลมอนด์: ยารักษาหรือยาพิษ?
"น้ำอัลมอนด์นั้นถูกถือว่าเป็นเครื่องดื่มมหัศจรรย์ด้วยเหตุผลหลายประการ เนื่องจากที่มันเป็นแหล่งโภชนาการที่สมบูรณ์ รวมถึงมีผลทางจิตใจในการหยุดวัฏจักรเรทช์ลง จึงทำให้มันกลายเป็นเครื่องดื่มที่ต้องมีในแบ็กรูมส์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการค้นพบการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เกิดจากการบริโภคน้ำอัลมอนด์ กลุ่ม M.E.G. ก็ควรพิจารณาใหม่อีกครั้งว่าน้ำอัลมอนด์นั้น "ปลอดภัย" หรือไม่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเอาชีวิตรอดนั้นจะไปมีค่าอะไรหากคุณไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว"
- เซอร์เกย์ มหาวีร์


