Info
ผู้เขียนร่วมของต้นฉบับ~ Jo และ Higher Being Love Cereal!
ผู้ร่วมเขียนงานต้นฉบับ~ เรดดิต Backrooms explorers
ผู้เขียนของฉบับเขียนใหม่แรก~ 1000dumplings ผู้เขียนของฉบับเขียนใหม่ปัจจุบัน~
Nikuchan
ผู้แปล~ Guy777
ขอขอบคุณ LiminalDoctor เป็นพิเศษสำหรับการให้คำติที่ยาวมาก!
ขอขอบคุณ Kai4C เป็นพิเศษสำหรับการให้คำติที่ยาวยิ่งกว่าและช่วยฉันพัฒนาทุกๆอย่าง!!!
ถิ่นที่อยู่: มานุษยสถาน
คำอธิบาย
บุคคลไร้โฉม (หรือที่รู้จักกันในชื่อเอ็นทิตี้ 9) เป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่แทบจะไม่ต้องมีการแนะนำตัว พบเห็นได้ทั่วไปในหลายๆด่าน พวกมันเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับใครก็ตามที่รู้จักแบ็กรูมส์แม้จะเพียงแค่นิดเดียว
เอ็นทิตี้เหล่านี้หลักๆแล้วจะถูกจดจำจากความคล้ายคลึงกับมนุษย์ของพวกมัน ทั้งในด้านชีววิทยาและพฤติกรรม โครงสร้างทางกายวิภาคของบุคคลไร้โฉมมีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างของมนุษย์เป็นอย่างมาก แม้ว่าจริงๆแล้วพวกมันจะไม่จำเป็นต้องใช้อวัยวะภายในในการดำรงชีวิตหรือการทำงานก็ตาม บุคคลไร้โฉมนั้นยังเลียนแบบการปฏิบัติ, บทบาท, และกิจวัตรของมนุษย์ บ่อยครั้งในลักษณะที่แสดงความเข้าใจที่จำกัดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของพวกมันในชีวิตมนุษย์
นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็ดูเหมือนว่าจะสะท้อนรูปแบบจำนวนประชากรมนุษย์อีกด้วย บุคคลไร้โฉมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในด่านที่มีสภาพแวดล้อมเป็นเมืองและ/หรือมีประชากรมนุษย์จำนวนมาก – รวมถึงด่าน 11 ทุกด่านที่มีแม้แต่ร่องรอยของสถาปัตยกรรมของมนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะนำพาประชากรบุคคลไร้โฉมไปด้วย นอกจากนั้น ได้มีการสันนิษฐานว่าจำนวนของบุคคลไร้โฉมนั้นมีความสัมพันธ์กับขนาดประชากรของมนุษย์ แม้ว่าพวกมันจะมีอยู่ทั่วไปมาโดยตลอด แต่เนื่องจากที่มนุษยชาติได้แพร่ขยายไปทั่วแบ็กรูมส์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บุคคลไร้โฉมก็ดูเหมือนว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ประวัติและวิวัฒนาการ
บุคคลไร้โฉมนั้นมีอยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ การมีอยู่ของพวกมันได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางตลอดช่วงยุคสมัย ทั่วทั้งงานศิลปะโบราณ, นิทานพื้นบ้าน, และข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร เอกสารที่ถูกเก็บสะสมเอาไว้ของผู้สูญหายโดยเฉพาะนั้นได้บ่งชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์นี้เคยและยังคงอยู่ในกระบวนการวิวัฒนาการ สมาชิกของกลุ่มได้กรุณามอบบันทึกทางประวัติศาสตร์ต่างๆของเอ็นทิตี้ 9 ให้กับกลุ่ม M.E.G. เพียงพอที่จะให้สามารถตรวจสอบการวิวัฒนาการของพวกมันข้ามยุคสมัยได้อย่างละเอียด
ภาพประกอบที่เก่าแก่ที่สุดของบุคคลไร้โฉมที่ถูกค้นพบในปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นว่าพวกมันเป็น ผิวหนัง, เนื้อ, ส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่ตรงกัน, และอวัยวะต่างๆที่ถูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน ค่อนข้างที่จะคล้ายกับคลัมป์ พัฒนาการของสายพันธุ์ต่อจากนั้นได้ถูกอ้างอิงมาจากข้อความสั้นๆที่ถูกตัดตอนมาจากพระคัมภีร์ด้านล่าง แปลโดยใช้ความช่วยเหลือจากผู้สูญหาย
"สัตว์ประหลาดเหล่านี้ไม่ใช่อะไรเลยเพียงแต่ร่างลอกเลียนมนุษย์ซึ่งถูกทำขึ้นจากเนื้อหนังและกระดูก สิ่งน่ารังเกียจอันพิกลพิการจากผู้ยิ่งใหญ่เบี้องบน ถูกเก็บไว้ในที่แห่งนี้เพื่อแยกพวกมันออกจากพวกเราซึ่งเป็นร่างที่สมบูรณ์ จนกระทั่งตัวพวกเราเองนั้นได้ชนเข้ากับโลกที่ไม่สมบูรณ์ใบนี้ ถูกบังคับให้ต้องแบ่งปันคำสาปแห่งดินแดนแห่งนี้กับพวกมัน
บางคนกล่าวว่าพวกมันเป็นวิญญาณชั่วร้าย ล่อลวงผู้ไร้เดียงสาลึกเข้าไปในเขาวงกตจนพวกเขาสูญหายไปอย่างสิ้นหวัง ตัวตนประสงค์ร้ายที่ขโมยศพของผู้ตายไปใช้ บ้างก็เชื่อว่าพวกมันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชซึ่งหลงทางอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย วิญญาณโชคร้ายที่ถูกเก็บเอาไว้ห่างไกลจากชีวิตหลังความตาย ถูกสาปให้พเนจรอย่างไร้จุดหมายไปตลอดกาล ห่างไกลจากการพักผ่อนชั่วนิจนิรันดร์"
— ตัดตอนมาจาก το χαμένο βιβλίά του χώρου (ทู ฮาเมโน วิฟเลีย ทู โฮรู) เล่มที่ 1
"ผู้ไร้หน้านั้นไม่สามารถที่จะมีความคิดหรือความรู้สึกที่ซับซ้อนได้ ทำได้เพียงแต่การร่อนเร่ราวกับฝูงแกะที่กำลังค้นหาหญ้า ว่ากันว่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้ได้กระทำการที่ชั่วร้ายจนพวกมันถูกพรากความประสงค์ออกไป ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นอสูรกายที่ทุกข์ทรมานเหล่านี้เพื่อเป็นการลงโทษ
ร่างกายของพวกมันนั้นไม่สมบูรณ์และเสียโฉม พวกมันขาดทั้งใบหน้าและผิวหนัง ขาดการมองเห็นและประสาทสัมผัสอื่นๆ พวกมันทั้งเปราะบางและไม่มีสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด พวกมันตายทุกวันแต่ก็ยังคงมีอยู่มากมายเช่นเดิม โดยจะเพิ่มจำนวนของตนขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งน่ารังเกียจเหล่านี้ควรจะถูกหลีกเลี่ยงอย่างแน่นอน เนื่องจากร่างกายของพวกมันนั้นเต็มไปด้วยเคราะห์ร้าย จะต้องไม่สัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์กับพวกมันเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสาปโดยตัวตนที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ เชื่อกันว่าผู้ที่แตะต้องผู้ไร้หน้าจะเสียสติและกลายเป็นเหมือนพวกมันในไม่ช้า ไร้สติและเสียโฉม นั่นคงเป็นวิธีที่พวกมันได้รับชีวิตอย่างรวดเร็วเช่นนี้"
— ตัดตอนมาจาก το χαμένο βιβλίά του χώρου (ทู ฮาเมโน วิฟเลีย ทู โฮรู) เล่มที่ 5
"ตัวตนซึ่งปราศจากใบหน้านั้นน่าจะเป็นตัวมนุษย์ที่ถูกทำให้แปดเปื้อนโดยความชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่หลงไปจากเส้นทางแห่งเกียรติยศและความซื่อสัตย์ และเลือกที่จะมั่วสุมกับพลังชั่วร้าย บางทีพวกเขาอาจถูกหลอกโดยวิญญาณที่พิชิตร่างกายของพวกเขาและทำให้เนื้อหนังของพวกเขาเสียโฉม หรืออาจจะเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผู้เลวทรามกับปีศาจร้าย ผู้ให้กำเนิดสิ่งที่น่ารังเกียจซึ่งไม่คู่ควรกับที่ใดอื่นนอกจากสถานที่ที่แห่งนี้
ตรงกันข้ามกับคำพูดและความเชื่อของบรรพบุรุษของเรา เห็นได้ชัดในปัจจุบันว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งชั่วร้าย แต่พวกมันนั้นก็เพียงแค่โง่เขลาและด้อยพัฒนา เนื่องจากที่พวกมันนั้นขาดทั้งการมองเห็นและสติปัญญา พวกมันไม่มีอำนาจที่จะสร้างอันตรายใดๆ และการมีอยู่ของพวกมันก็ไม่ใช่อะไรนอกจากสิ่งรบกวนเล็กน้อยเพียงเท่านั้น"
— ตัดตอนมาจาก το χαμένο βιβλίά του χώρου (ทู ฮาเมโน วิฟเลีย ทู โฮรู) เล่มที่ 12
แหล่งข้อมูลเริ่มแรกได้บรรยายบุคคลไร้โฉมว่าเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งสติ แต่บ่อยครั้งก็มักจะประสงค์ร้าย อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เคยมีรายละเอียดทั่วไปหรือรายละเอียดส่วนบุคคลเกี่ยวกับบุคคลไร้โฉมที่แสดงความเป็นศัตรูที่ถูกกู้คืนมาได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ ก็มีรายงานเพียงแค่ไม่กี่ฉบับซึ่งกล่าวถึงบุคคลไร้โฉมผู้ใหญ่ที่ตอบโต้เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง
มีการเสนอทฤษฎีหลายทฤษฎีเพื่ออธิบายการมีอยู่และกระบวนการวิวัฒนาการของเอ็นทิตี้ 9 จุดซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางที่สุดของทฤษฎีเหล่านี้ ก็คือบุคคลไร้โฉมนั้นเป็นความพยายามของแบ็กรูมส์ในการจำลองมนุษยชาติ นับตั้งแต่ที่เผ่าพันธุ์ของเราปรากฏตัวครั้งแรกภายในขอบเขตของมัน เชื่อกันว่ากระบวนการนี้คล้ายคลึงกับ "การสร้างด่าน" เช่นเดียวกับที่ด่านที่เป็น "แบบจำลองฟรอนท์รูมส์" หลายแห่งดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นโดยจะมีความคล้ายคลึงกับสถานที่จริงๆในฟรอนท์รูมส์ เอ็นทิตี้เหล่านี้ก็ถูกสร้างขึ้นในลักษณะเดียวกัน เสมือนกับร่างจำลองของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่เหล่านี้ - แม้พวกมันจะบิดเบี้ยวและไม่สมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกันกับที่ด่านเหล่านี้มักจะเป็น
นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าความพยายามในการจำลองมนุษย์เหล่านี้ในตอนแรกจะมีรูปร่างที่ผิดปกติและ “ไม่ถูกต้องนัก” แต่ก็คาดกันว่ากระบวนการ “คัดเลือกโดยธรรมชาติ” ก็ได้เริ่มเกิดขึ้นในที่สุด เนื่องจากตัวอย่างที่ไม่สมบูรณ์จะเสียชีวิตไปอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่ได้รับการพัฒนาอย่างดีมากกว่าก็จะเริ่มเข้ามาแทนที่ ขับเคลื่อนวิถีแห่งการวิวัฒนาการผ่านการลองผิดลองถูก
กระบวนการนี้ยังส่งผลให้เกิดความหลากหลายของสายพันธุ์ คล้ายกับการแตกแขนงทางพันธุกรรม ปัจจุบันมีประเภทบุคคลไร้โฉมที่แตกต่างกันออกไปอยู่หลายประเภท โดยจะมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละประเภท
ประเภทของบุคคลไร้โฉม
บุคคลไร้โฉมทั่วไปจะมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านสีผม, สีผิว, เสื้อผ้า, รูปร่าง, เพศ, อายุ, และลักษณะทางกายภาพอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกมันก็ยังคงรักษาความคล้ายคลึงกันหลายประการในลักษณะ โดยพวกมันจะมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ นอกเหนือไปจากลักษณะหน้าที่ขาดหายไป อย่างไรก็ตาม ก็มีบุคคลไร้โฉมประเภทต่างๆมากมายที่มีการกลายพันธุ์โดดเด่น ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้บุคคลไร้โฉมเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นประเภทที่แตกต่างกันออกไปในตัวมันเอง ได้มีการบันทึกประเภทที่ถูกเลือกสรรมาไว้ด้านล่าง
มีบุคคลไร้โฉมบางตัวที่ไม่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป ซึ่งก็มีความแตกต่างออกไปอย่างมากจากบุคคลไร้โฉมทั่วไป หนึ่งในรูปแบบที่แปลกประหลาดเหล่านี้นั้นถูกเรียกว่าบุคคลไร้โฉมหลายเหลี่ยม
ตามชื่อของมัน รูปร่างของบุคคลไร้โฉมประเภทนี้ประกอบไปด้วยพื้นผิวขนาดใหญ่ซึ่งแบนและมีหลายเหลี่ยม แม้ว่าพวกมันจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่พวกมันก็จะดูงุ่มง่ามและเป็นเหลี่ยมมากกว่ามาก โดยจะมีความคล้ายคลึงกับตัวละครในวิดีโอเกม 3 มิติในยุคแรกๆ ผิวของพวกมันนั้นหยาบ แห้ง และเป็นขุยเมื่อสัมผัส
หลักฐานแสดงให้เห็นว่าบุคคลไร้โฉมหลายเหลี่ยมได้รับรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านการโนคลิป ไม่ทราบกลไกที่แน่นอนเบื้องหลังปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าว แต่ก็สันนิษฐานว่าโครงสร้างร่างกายที่ไม่มั่นคงอยู่แล้วไม่สามารถทนต่อแรงกดดันจากการเดินทางข้ามมิติได้
ภาพร่างของบุคคลไร้โฉมหลายเหลี่ยม
ชีววิทยา
ภาพที่ถูกซูมเข้าของบุคคลไร้โฉมผู้ใหญ่เพศหญิง
ดังที่รูปลักษณ์ภายนอกบ่งบอกบุคคลไร้โฉมนั้นมีลักษณะทางกายวิภาคคล้ายกับมนุษย์ แม้ว่าภายในจะมีรูปร่างผิดปกติก็ตาม นอกเหนือจากการขาดลักษณะหน้าที่มองเห็นได้ อวัยวะส่วนใหญ่ของพวกมันนั้นยังด้อยพัฒนาเป็นอย่างมาก และโดยปกติจะใช้งานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
การอธิบายกระบวนการทางสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นงานที่ซับซ้อน เนื่องจากความต้องการทางกายภาพที่แท้จริงของบุคคลไร้โฉมนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ก็ดูเหมือนว่าบุคคลไร้โฉมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีอวัยวะที่ปกติแล้วพวกมันขาดเพื่อความอยู่รอดและการทำงานด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น แม้ว่าพวกมันจะไม่มีปากและมีระบบย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ แต่พวกมันก็ไม่ต้องการอาหารใดๆ และถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่มีตา แต่พวกมันก็เคลื่อนไหวไปรอบๆราวกับว่าพวกมันสามารถมองเห็นได้ มิหนำซ้ำอวัยวะที่ก่อตัวขึ้นมาครึ่งเดียวก็กลับดูเหมือนจะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าที่จะให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าอวัยวะของบุคคลไร้โฉมมักจะไม่ได้มีส่วนช่วยในการเอาชีวิตรอด แต่ก็มีแนวโน้มที่จะล้มเหลวในสภาวะที่ถูกพัฒนาขึ้นเพียงแค่บางส่วนของมัน ซึ่งจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่อาจทำร้ายหรือแม้แต่คร่าชีวิตบุคคลไร้โฉมได้ ผลจากความผิดปกติดังกล่าวนั้นจะทำให้อวัยวะต่างๆ เน่าเปื่อย แตกออก หรือเกิดเนื้องอกขึ้นซึ่งเข้ามาแทนที่ระบบการทำงานของร่างกาย บุคคลไร้โฉมส่วนใหญ่จะตายตามธรรมชาติอันเป็นผลมาจากการล้มเหลวของอวัยวะดังกล่าว
วงจรชีวิตของบุคคลไร้โฉมเป็นเรื่องทางชีววิทยาอีกเรื่องที่น่าสนใจ ไม่เคยมีการสังเกตว่าบุคคลไร้โฉมทำการสืบพันธุ์ แต่พวกมันกลับมีตัวตนขึ้นอย่างสุ่มหรือ "เกิดขึ้นเอง" ในด่านที่พวกมันอาศัยอยู่ ลักษณะทางกายภาพของบุคคลไร้โฉมใดๆไม่ได้บ่งบอกถึงอายุที่แท้จริงของพวกมัน อย่างที่ได้เชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นให้มีรูปร่างภายนอกซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มอายุของมนุษย์ หลังจากการถูกสร้างขึ้น บุคคลไร้โฉมก็มักจะมีอายุที่เพิ่มขึ้นเหมือนกับมนุษย์ปกติ1
บุคคลไร้โฉมที่มีลักษณะคล้ายเด็กทารกตอนถูกสร้างขึ้นบ่อยครั้งมักจะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่มากกว่า อาจเป็นไปได้มากว่าเนื่องจากความเรียบง่ายของทารกในกายวิภาคของมนุษย์เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทารกไร้หน้าก็มีแนวโน้มที่จะตายค่อนข้างเร็ว เนื่องจากอวัยวะภายในของพวกมันไม่พัฒนาเลยวัยทารกไป จึงทำให้ไม่สามารถรองรับการเติบโตของตัวมันเองได้ บุคคลไร้โฉมที่เกิดขึ้นมาเป็นเด็กหรือวัยรุ่นประสบปัญหาที่คล้ายกัน พวกมันมักจะมีการพัฒนาที่หยุดชะงัก แม้ว่าพวกมันส่วนมากจะสามารถเติบโตและอยู่รอดได้จนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย บุคคลไร้โฉมที่ถูกสร้างขึ้นอย่างโตเต็มวัยจะเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนน้อยลง และมักจะสามารถอยู่รอดได้ในวัยชรา
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวอย่างล่าสุดบางตัวของเอ็นทิตี้ 9 ดูเหมือนว่าจะเริ่มขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาเชิงวิวัฒนาการแล้ว ได้มีการรายงานเป็นครั้งคราวเกี่ยวกับบุคคลไร้โฉมที่มีอวัยวะบนใบหน้าผิดปกติ (เช่น ตาข้างเดียวหรือหูข้างเดียว) เข้ามาอยู่ระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บุคคลไร้โฉมจำนวนมากได้เริ่มแสดงลักษณะหน้าที่สมบูรณ์ แม้ว่าจะผิดรูปแบบก็ตาม ตัวอย่างที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ต่างจากตัวอย่างที่ไร้หน้าตรงที่พวกมันจะมีและพึ่งพาระบบภายในที่สมบูรณ์มากกว่า ซึ่งทำงานได้ดีกับลักษณะใบหน้าที่ไม่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเช่น นอกจากจมูกแล้ว บุคคลไร้โฉมที่วิวัฒนาการแล้วยังมีระบบทางเดินหายใจที่สมบูรณ์มากขึ้นและสามารถถูกใช้ในการหายใจเอาอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม อวัยวะบนใบหน้าที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้ก็ยังคงมีข้อบกพร่องที่สำคัญอยู่ โดยปกติรูจมูกของพวกมันนั้นจะเชื่อมติดกันบางส่วน ทำให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจอย่างสาหัส แม้ว่าพวกมันจะมองเห็นและอาศัยการมองเห็นในการนำทาง แต่ลูกตาของตัวอย่างเหล่านี้มีขนาดเล็กและดึกดำบรรพ์ ส่งผลให้เกิดภาวะสายตาสั้นขึ้น ปากของพวกมันนั้นไม่มีริมฝีปาก และมักจะยังคงเปิดกว้างเนื่องจากขากรรไกรยังด้อยพัฒนา2 หูของพวกมันแบนและสร้างขี้หูขึ้นมามากเกินไปซึ่งก็จะเข้าไปขัดขวางช่องหูชั้นใน ทำให้การได้ยินของพวกมันถูกจำกัด
ภาพร่างลักษณะใบหน้าของบุคคลไร้โฉมที่วิวัฒนาการแล้ว
นอกเหนือจากลักษณะใบหน้าแล้ว บุคคลไร้โฉมที่วิวัฒนาการแล้วยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสรีรวิทยาในด้านสำคัญอื่นๆอีกด้วย เช่นเดียวกับบุคคลไร้โฉมธรรมดา ขนบนศีรษะของบุคคลไร้โฉมที่วิวัฒนาการแล้วนั้นจะปรากฏอยู่อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างที่วิวัฒนาการแล้วได้เริ่มพัฒนาขนตามร่างกายและใบหน้าเพิ่มเติม ถึงกระนั้น คิ้วและขนตาก็มักจะขาดหายไป ทำให้ดวงตาของพวกมันยังคงไวต่อสิ่งสกปรกและการติดเชื้อ นอกจากนี้ ซากศพของตัวอย่างที่เสียชีวิตแล้วสองสามรายแสดงให้เห็นโครงกระดูกที่มีรูปร่างสมบูรณ์ แม้ว่าพวกมันจะยังคงแสดงลักษณะความเปราะบางของกระดูกของบุคคลไร้โฉมปกติอยู่ก็ตาม
พฤติกรรม
บุคคลไร้โฉมหลักๆแล้วจะไม่ดุร้ายซะเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่ากิจกรรมของพวกมันอาจแตกต่างกันไป แต่พวกมันก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับความพยายามที่จะเลียนแบบบทบาทและกิจวัตรของมนุษย์ทุกรูปแบบ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทำถึงขั้นเลียนแบบวัฒนธรรม ประเพณี และหลักปฏิบัติทางศาสนาของมนุษย์ ได้มีการสังเกตว่าตัวอย่างหลายตัวบ่อยครั้งจะเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ เช่น คริสต์มาสหรือวันฮาโลวีน สวมเสื้อผ้าแบบดั้งเดิม และแม้กระทั่งมีพฤติกรรมที่คล้ายกับการสวดมนต์
ถึงแม้จะมีความหมกหมุ่นในเรื่องเหล่านี้ แต่พวกมันก็ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับสังคมมนุษย์ และมักจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยที่พวกมันแทบจะไม่รู้ถึงตรรกะ ความตั้งใจ หรือจุดประสงค์ที่สูงกว่าเลย บุคคลไร้โฉมที่ "ทำงาน" อยู่ในฐานะแคชเชียร์อาจจะเต็มใจรับเงินจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของการซื้อขาย บุคคลไร้โฉมที่เป็น “พนักงานออฟฟิศ” อาจจะคงอยู่ที่โต๊ะตลอดไป โดยจะทำการพิมพ์แบบสุ่มบนแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ไปเรื่อยๆ และไม่เคยที่จะออกไปพักผ่อน บุคคลไร้โฉมที่เป็น “คนเดินถนน” นั้นอาจเดินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าผ่านถนน วันแล้ววันเล่า โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีการตั้งคำถาม
ได้มีการสังเกตว่ามีสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ปฏิสัมพันธ์กันด้วยความคุ้นเคย แม้ว่าพวกมันจะขาดอวัยวะรับความรู้สึก แต่พวกมันก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจซึ่งกันและกันได้อย่างชัดเจน และมักจะพยายามจำลองปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ตามปกติ ซึ่งก็ได้รับระดับความสำเร็จที่แตกต่างกันออกไป ได้มีการสังเกตตัวอย่างหลายตัวจะโบกมือให้คนที่พวกมันรู้จัก มีส่วนร่วมในการสนทนา (แบบเงียบ เนื่องจากพวกมันขาดเส้นเสียง) และหยุดกิจวัตรประจำวันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ ภายในบางด่าน เอ็นทิตี้เหล่านี้ก็ยังแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมส่วนรวมที่ชาญฉลาดอีกด้วย เป็นที่รู้กันว่าบุคคลไร้โฉมจะสร้างมิตรภาพหรือหาคู่รักแบบโรแมนติก หรือแม้กระทั่งสร้างครอบครัวขนาดใหญ่ โดยที่ผู้ใหญ่จะรับเด็กไร้โฉมมาเป็นของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้จักดีว่าบุคคลไร้โฉมนั้นมักจะถูกทำให้โกรธได้ง่ายจากสิ่งรบกวนแค่เพียงเล็กๆน้อยๆ3 อารมณ์รุนแรงเหล่านี้อาจบานปลายจนถึงขั้นระเบิดออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกมันถูกทำร้ายโดยเจตนา เป็นที่รู้กันว่าบุคคลไร้โฉมในสถานะนี้จะโจมตีสิ่งที่ก่อกวนพวกมันทางกายภาพ เช่นเดียวกับก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายของพวกมันนั้นจะอ่อนแอกว่ามนุษย์ผู้ใหญ่ส่วนมาก บุคคลไร้โฉมที่โกรธเกรี้ยวจึงค่อนข้างที่จะหลบเลี่ยงได้ง่าย
การวิจัยทางจิตวิทยาแสดงให้เห็นว่าเอ็นทิตี้เหล่านี้ดูเหมือนจะควบคุมแรงกระตุ้นได้ไม่ค่อยดี และมีปัญหากับการควบคุมอารมณ์โดยรวมที่เหมาะสม นี่เป็นสาเหตุของการประเมินที่ไม่ดีและการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่พวกมันรับรู้อย่างเกินจริง จากการสแกนสมองของบุคคลไร้โฉมก็ได้พบว่าสิ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากกลีบหน้าผากที่เล็กกว่าและดึกดำบรรพ์กว่า
แม้ว่าพวกมันอาจจะขาดพละกำลัง แต่การยั่วยุพวกมันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีพวกมันอยู่ใกล้ๆ เป็นจำนวนมาก เอ็นทิตี้เหล่านี้จะก้าวร้าวเป็นพิเศษหากพวกมันสังเกตเห็นความพยายามโดยเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลอื่นในเผ่าพันธุ์เดียวกันกับมัน พวกมันจะทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อให้ได้ปกป้องซึ่งกันและกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อปกป้องเด็กไร้โฉม เป็นที่รู้กันว่าบุคคลไร้โฉมจะมีปฏิกิริยารุนแรงยิ่งขึ้นหากพวกมันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางสังคมหรือครอบครัวกับเหยื่อ
ควรสังเกตไว้ว่าเด็กไร้โฉมจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและไม่มั่นคงที่สุดในช่วงที่เกิดการระเบิดของอารมณ์ เนื่องจากสมองของพวกมันนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นน้อยยิ่งกว่าผู้ใหญ่ไร้โฉมซะอีก พวกมันจึงขาดความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และมักจะไม่สามารถแยกแยะสิ่งถูกจากสิ่งผิดได้ เมื่ออารมณ์เสีย พวกมันจะเริ่มตีและข่วนใครก็ตามที่อยู่ใกล้ๆทันที และอาจทำร้ายตัวเองในระหว่างนั้น การใช้เทคนิคแบบดั้งเดิมเพื่อทำให้เด็กสงบลงดูเหมือนจะได้ผลกับพวกมัน
ต่อไปนี้เป็นบันทึกการเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ไร้โฉมและเด็กไร้โฉมตามลำดับ ทั้งสองถูกนำไปวิเคราะห์อย่างใกล้ชิดและเพื่อศึกษาพฤติกรรมของบุคคลไร้โฉม
สถานที่: ด่าน 116
เอเจนต์ที่รับผิดชอบในการเผชิญหน้า: ไซน่า ไนท์
วัตถุประสงค์ของการบันทึก: การวิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลไร้โฉมผู้ใหญ่
<เริ่มการบันทึก>
[สังเกตเห็นเอเจนต์ไนท์ ในขณะเข้าสู่ลานสเก็ตน้ำแข็งพร้อมกับรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งคู่หนึ่ง กล้องสั่นเล็กน้อยขณะที่ไนท์กำลังฟื้นสมดุลของเธอ สามารถมองเห็นบุคคลไร้โฉมต่างๆที่กำลังเล่นสเก็ตอยู่รอบๆลานสเก็ตอย่างงุ่มง่าม]
เอเจนต์ไนท์: พวกคนไร้หน้านี่กำลังพยายามเล่นสเก็ตอยู่… แต่บางตัวก็ดูเหมือนจะทำไม่ค่อยได้
[ในขณะที่เอเจนต์ไนท์เริ่มเคลื่อนไหว ก็มีเสียงตกดังโครมจากด้านหลังของเธอ กล้องหมุนไปรอบๆแสดงให้เห็นถึงบุคคลไร้โฉมผู้ใหญ่ ดูเหมือนว่ามันจะล้มลงกับพื้นหลังจากที่มันเสียสมดุล]
เอเจนต์ไนท์: อ่า! มีคนไร้หน้าล้มลง… มันเจ็บมั้ยนะ
[เอเจนต์เคลื่อนตัวไปหาเอ็นทิตี้และช่วยมันลุกขึ้นยืนอีกรอบ บุคคลไร้โฉมจับแขนของเธอเอาไว้เพื่อพยุงตัวเอง]
เอเจนต์ไนท์: เอ้านี่ ไปเลยสิ
[เอเจนต์ไนท์รอให้บุคคลไร้โฉมจากไป แต่มันก็ยังเกาะแขนของเธอต่อไป]
เอเจนต์ไนท์: โอ๊ะ! นาย… อยากให้ฉันช่วยนายเล่นสเก็ต?
[สังเกตได้ว่าบุคคลไร้โฉมจับแขนของเอเจนต์แน่นขี้นเล็กน้อย ใบหน้าที่ไร้ซึ่งลักษณะของมันจ้องมองไปที่ไนท์อย่างคาดหวัง ราวกับว่ามันกำลังพยายามสื่อสารคำตอบอยู่]
เอเจนต์ไนท์: ฉันจะเดาว่านั่นคือใช่ ฉันเล่นสเก็ตไม่เก่งนัก แต่… ฉันจะพยายาม
[เอเจนต์จับมือของบุคคลไร้โฉมและอยู่ชิดติดกับมัน ในขณะที่ทั้งสองเริ่มเล่นสเก็ต เมื่อเวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนว่าเอ็นทิตี้จะมีความมั่นใจมากขึ้น ก้าวของมันในตอนแรกทั้งเกร็งและประหม่า ในตอนนี้เริ่มกระตือรื้อร้นและดูตื่นเต้นมากขึ้น]
เอเจนต์ไนท์: ฮ่า! ดูเหมือนว่านายจะเริ่มเข้าใจแล้วนะ! ฉันจะเร่งความเร็วขึ้นแล้วนะ… อย่าทิ้งท้ายอยู่ละ!
[ทั้งสองยังคงหมุนวนรอบๆลานสเก็ตต่อไป ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง ไนท์ก็สามารถปล่อยมือได้ในที่สุด แม้ว่ามันจะสะดุดบ้างเป็นครั้งคราว แต่บุคคลไร้โฉมก็เล่นสเก็ตได้อย่างคล่องแคล่วด้วยตัวมันเอง ขณะที่เพื่อนร่วมทางของมันยังคงลื่นและไถลไปรอบๆ ตัวมัน]
เอเจนต์ไนท์: เอาล่ะ! ทำได้ดีมาก!
[ทั้งสองยังคงเล่นสเก็ตด้วยกันและแข่งกันรอบบริเวณลานสเก็ตน้ำแข็งด้วยความยินดี หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที ไนท์ก็รู้สึกพอใจและสั่งให้บุคคลไร้โฉมนั้นออกจากลานสเก็ตน้ำแข็ง เอเจนต์ได้ช่วยบุคคลไร้โฉมปลดเชือกผูกรองเท้าสเก็ตน้ำแข็ง และทั้ง 2 คนก็วางรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งกลับเข้าไปในล็อคเกอร์]
เอเจนต์ไนท์: ดูเหมือนนายจะสนุกนะ เมื่อกลับมาที่นั่น! ฮ่า ใครจะรู้ว่าพวกนายแสดงออกแบบนี้ได้
[บุคคลไร้โฉมพยักหน้าซ้ำๆเพื่อแสดงถึงท่าทางที่มีความสุข]
เอเจนต์ไนท์: ฉันคิดว่าไอเดียของฉันในการสอนภาษามือให้กับพวกนายทุกคนก็คงไม่ได้แย่ขนาดนั้น บางทีนายอาจเรียนรู้ที่จะสื่อสารได้ดีขึ้น! ฉันควรจะแนะนำเรื่องนี้ให้กับพวกระดับสูงจริงๆ…
[กล้องแสดงให้เห็นเอเจนต์ไนท์ ขณะที่เธอกำลังเดินไปทางออก บุคคลไร้โฉมได้เดินตามเธอไป เมื่อเธอหันหลังจะจากไป มันก็ค่อยๆเอื้อมมือไปดึงแขนเธอ]
เอเจนต์ไนท์: โอ้ว… นายอยากให้ฉันอยู่งั้นเหรอ?
[มีการหยุดชั่วคราวเป็นระยะสั้นๆ]
เอเจนต์ไนท์: ฉันขอโทษจริงๆนะ แต่ฉันอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว
[บุคคลไร้โฉมไม่ยอมปล่อยแขนเธอ หัวของมันตกลงเล็กน้อยราวกับรู้สึกผิดหวัง]
เอเจนต์ไนท์: อ่าาา พวกนายยึดติดกันจริงๆ ฮะ? เอาล่ะ… ถ้าฉันทำได้ฉันจะมาเยี่ยมนายแล้วเราจะได้มาเล่นสเก็ตกันอีกครั้ง ตกลงไหม?
[ดูเหมือนบุคคลไร้โฉมจะเข้าใจ มันปล่อยแขนของเอเจนต์แล้วถอยหลังออกไปอย่างไม่เต็มใจ เอเจนต์ไนท์โบกมือและมุ่งหน้าไปยังทางออก บุคคลไร้โฉมยกแขนขึ้นและทำท่าทางค่อนข้างงุ่มง่าม ขณะที่เอเจนต์ไนท์ออกจากด่านอย่างปลอดภัยและกลับสู่ฐาน]
<จบการบันทึก>
ผลลัพธ์: เมื่อเอเจนต์ไนท์กลับมา ภาพก็ได้รับการวิเคราะห์เพิ่มเติม จากสิ่งที่สังเกตพบว่าบุคคลไร้โฉมสามารถเรียนรู้และแสดงออกได้ แม้ว่าความสามารถเหล่านี้จะดูมีขีดจำกัดอยู่ แต่ก็ยังก้าวหน้าไปกว่าที่เคยเชื่อกัน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าบุคคลไร้โฉมสามารถสร้างความผูกพันกับสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากตัวมันเอง และสามารถเข้าใจและเลียนแบบท่าทางของมนุษย์ได้
เอเจนต์ไนท์ได้รับอนุญาตให้กลับมาและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลไร้โฉมในการบันทึกอีกหลายครั้ง มีการสังเกตว่าบุคคลไร้โฉมตัวนี้จำเธอได้และได้แสดงพฤติกรรมชื่นชอบกับตัวเธอ ในปัจจุบัน เหล่าผู้ดูแลกำลังพิจารณาข้อเสนอของไนท์ ในการเคลื่อนย้ายบุคคลไร้โฉมไปยังฐานโอเมก้าเพื่อสอนวิธีเขียนและสนทนาในภาษามือ
มีข้อสังเกตว่าอดีตตัวแทนเคยทำสิ่งนี้สำเร็จมาก่อนในการทดลองที่ผ่านมา หากการทดลองของไนท์ได้รับการอนุมัติและประสบความสำเร็จก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นความคิดริเริ่มที่แพร่หลาย
รายงานความคืบหน้าของการเผชิญกับบุคคลไร้โฉมในอนาคตจะได้รับการอัปเดตที่นี่
สถานที่: ด่าน 6.1
เอเจนต์ที่รับผิดชอบในการเผชิญหน้า: โกรเวอร์ ไบรน์
วัตถุประสงค์ของการบันทึก: การวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กไร้โฉม
<เริ่มการบันทึก>
[เอเจนต์ไบรน์นำเสนอสภาพแวดล้อมในด่านในขณะที่เขาค้นหาเด็กไร้โฉมอยู่รอบๆพื้นที่]
เอเจนต์ไบรน์: ขณะนี้ยังไม่มีเด็กไร้หน้าให้เห็น ทั้งหมดที่ฉันเห็นคือพวกที่ทำงานในร้านค้า
[เอเจนต์สำรวจต่อไปอีก 10 นาทีจนกระทั่งเขาเจอเข้ากับเด็กไร้โฉม มันนั้นอยู่บนพื้น เตะและต่อยอากาศด้วยความทุกข์ทรมาน]
เอเจนต์ไบรน์: ดูเหมือนมันจะอารมณ์เสียนะ แต่เพราะอะไรกันล่ะ?
[มีการหยุดชั่วคราวเป็นระยะสั้นๆ]
เอเจนต์ไบรน์: อืม ฉันจะลองดูว่าจะทำให้มันสงบลงได้ไหม หรืออย่างน้อยก็ลองตรวจสอบสถานการณ์ดู
[เอเจนต์ไบรน์เข้าใกล้เอ็นทิตี้และค่อยๆยกมันขึ้นในอ้อมแขนของเขา ขณะที่เขาพยายามสื่อสารและลูบศีรษะของเอ็นทิตี้อย่างอ่อนโยน]
เอเจนต์ไบรน์: เฮ้ เจ้าหนู มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?
[ในตอนแรก เอ็นทิตี้ได้ดิ้นรนไปมาและทุบไหล่ของเอเจนต์ไบรน์ด้วยหมัดเล็กๆของมัน ในขณะที่ไบรน์ยังคงสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก แล้วมันก็ค่อยๆสงบลง ในที่สุดมันก็ใช้วิธีดึงแขนเสื้อและชี้ไปทางตู้จำหน่ายที่เต็มไปด้วยขนม]
เอเจนต์ไบรน์: โอ้… หนูอยากได้ขนมพวกนั้นงั้นเหรอ? ฉันเดาว่าหนูไม่รู้วิธีใช้ตู้กดขนมใช่ไหม
[มีการหยุดชั่วคราวเป็นระยะสั้นๆ]
เอเจนต์ไบรน์: ฉันจะซื้อขนมหวานมาให้นะ เจ้าหนู… ว่าแต่หนูจะกินมันยังไงล่ะ?
[เอเจนต์กดปุ่มไม่กี่ปุ่มบนตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติอย่างใจเย็น เด็กไร้โฉมตบมือด้วยความยินดีขณะที่เตู้แจกขนมไม่กี่อย่าง ไบรน์ก้มลงและดึงขนมออกมา จากนั้นก็วางไว้ในอ้อมแขนของเด็ก ดูเหมือนว่ามันจะพอใจ..]
เอเจนต์ไบรน์: เดาว่าหนูคงแค่อยากจะถือพวกมัน อย่างน้อยที่สุดหนูก็ดูสงบลงแล้ว หนูทำตัวเหมือนเด็กปกติจริงๆ… แต่หนูคงต้องไปเรียนรู้วิธีที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อน
[มีการหยุดชั่วคราวเป็นระยะสั้นๆ]
เอเจนต์ไบรน์: ฉันควรจะรายงานเรื่องนี้กลับไปยังฐาน… หืม?
[เอเจนต์ไบรน์หันกล้องลงเพื่อแสดงให้เห็นเด็กไร้โฉมที่กำลังกอดขาของเขาอยู่ เอเจนต์ไบรน์พยายามจะค่อยๆถอดแขนของมันออก แต่มันก็ไม่ยอมปล่อย]
เอเจนต์ไบรน์: ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ปล่อยฉันไปโดยที่ไม่มีเธอไปด้วยนะ! เอาล่ะ ฉันเดาว่าฉันคงเป็นพ่อแล้วตอนนี้ ฉันคงต้องอธิบายหลายอย่างเลยล่ะ…
[เอเจนต์ไบรน์อุ้มเด็กไร้โฉมไปยังทางออกที่ใกล้ที่สุดแล้วกลับไปยังฐาน]
<จบการบันทึก>
ผลลัพธ์: เอเจนต์ไบรน์กลับมาพร้อมกับเด็กไร้โฉม โดยเธอได้ถูกตั้งชื่อให้ว่าอลิซ ได้มีการอนุมัติจากกลุ่ม M.E.G. ให้เขาได้เลี้ยงดูเธอเป็นลูกของเขาเองได้ เมื่อเร็วๆนี้ เขาได้เริ่มสอนให้เธอเขียน แม้ว่าเธอยังไม่มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
ถึงกระนั้นก็ตาม ด้วยการกำกับดูแลของเขา อลิซดูเหมือนจะสงบลงและปรับตัวได้ดีขึ้น และมีแนวโน้มที่จะฉุนเฉียวน้อยลงมาก ความคืบหน้าในอนาคตจะถูกบันทึกไว้ที่นี่ในเวลาที่กำหนด
รูปภาพของอลิซ
ไม่นานหลังจากการเผชิญหน้าเหล่านี้ ก็เห็นได้ชัดว่าบุคคลไร้โฉมมีความสามารถในการสื่อสารที่มีสติปัญญา และสามารถแสดงความร่วมมือทางสังคมกับมนุษยชาติได้ ได้มีการอนุมัติโครงการริเริ่มในการสอนภาษาที่มีสติปัญญาให้กับบุคคลไร้โฉม และปัจจุบันก็ได้หัวหอกอย่าง ไซน่า ไนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเอ็นทิตี้ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้นำภายใต้โครงการนี้ เจ้าหน้าที่ได้ค้นพบว่าตัวอย่างที่วิวัฒนาการแล้วสามารถเรียนรู้ภาษามือและการเขียนได้รวดเร็วยิ่งกว่ามาก หลายตัวสามารถสื่อสารในลักษณะนี้ได้อย่างเชี่ยวชาญด้วยตัวเองแล้ว โดยเป้าหมายที่ถูกหวังไว้ต่อไปคือการสอนการเปล่งเสียงโดยใช้ตัวอักษร โดยหวังว่าจะสามารถสอนตัวอย่างเหล่านี้ให้สื่อสารด้วยภาษาพูดของมนุษย์ได้
เชื่อกันว่าในอีกหลายปีในอนาคต ด้วยการวิวัฒนาการเพิ่มเติมที่ได้รับความช่วยเหลือจากการแทรกแซงของมนุษย์ บุคคลไร้โฉมที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะสามารถพูดด้วยประโยคที่เรียบง่ายและสอดคล้องกันได้ ในขณะที่บุคคลไร้โฉมที่ไม่มีใบหน้าจะสามารถเข้าใจภาษามือและการเขียนได้อย่างสมบูรณ์
สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ
สิ่งที่ควรทำ:
- ปฏิบัติต่อบุคคลไร้โฉมด้วยความกรุณาและเคารพขอบเขตของพวกเขา
- พยายามสื่อสารกับพวกเขาหากคุณต้องการ บุคคลไร้โฉมส่วนใหญ่ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือเท่าที่พวกมันจะทำได้
- รายงานการพบเห็นบุคคลไร้โฉมประเภทใหม่
สิ่งที่ไม่ควรทำ:
- ยั่วยุ ก่อกวน หรือโจมตีเอ็นทิตี้เหล่านี้
- แสดงตนเป็นภัยคุกคามเมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลไร้โฉม
- สอนคำพูดหรือคำศัพท์ที่ไม่เหมาะสมให้แก่บุคคลไร้โฉม


