บทถอดความการสัมภาษณ์ทางการของ M.E.G.:
วันที่: 02/06/2021
ผู้สัมภาษณ์: ดอว์น มาร์เคซา
ผู้ให้สัมภาษณ์: บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค
ดอว์น: มาเริ่มกันเลยดีกว่า คุณบลานช์ ไม่ต้องประหม่าไปนะ โอเคไหม ฉันเคยได้ยินคุณเล่าเรื่องมาหลายๆเรื่องแล้ว และฉันก็ได้เห็นจำนวนนิยายที่คุณเก็บเอาไว้แล้ว… แต่ที่ฉันต้องการก็แค่ให้คุณบอกเรื่องราวของตัวเองมา แค่นั้นแหละ
บลานช์: ก็คงได้… ถ้าคุณอยากจะฟัง
เอ็นทิตี้ลึกลับ: “บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค”
ถิ่นอาศัย: ด่าน 906
บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัคเป็นเอ็นทิตี้คล้ายมนุษย์ที่ทรงพลัง ซี่งสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับจิตใจของมนุษย์ในรูปแบบที่ไม่เคยทราบมาก่อนได้ แม้ว่าขีดจำกัดสูงสุดในความสามารถของเธอจะยังไม่เป็นทราบ แต่ก็เป็นที่ทราบว่าเธอสามารถเข้าถึงฝันของผู้อื่น ใช้โทรจิตข้ามด่าน และเคลื่อนด่านทั้งด่านของเธอไปรอบๆช่วงว่างสีน้ำเงินได้ในหลายๆโอกาส
บลานช์: ดิฉันเคยอยู่ในโลกที่ไม่ได้ต่างจากของคุณมากค่ะ คุณดอว์น รายละเอียดมันไม่สำคัญ แต่ดิฉันถูกเลี้ยงมาโดยครอบครัวที่ร่ำรวย และในโลกๆนั้น ดิฉันก็ได้ริเริ่มสิ่งที่ภายหลังจะได้กลายมาเป็นหอสมุดซิกส์นัส หอสมุดเล็กๆในตรอกที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก มีผู้เยี่ยมชมเข้ามาอยู่แค่ไม่กี่คน แต่ดิฉันก็ไม่ได้ใส่ใจมาก และผู้เยี่ยมชมไม่กี่คนนั้นก็เป็นผู้คนใจดีที่ฉันยังระลึกไว้ในใจจนถึงทุกวันนี้
ดอว์น: มันผ่านมานานแค่ไหนแล้วล่ะ คุณบลานช์?
บลานช์: ประมาณ… 150 ปีก่อนได้ค่ะ
ดอว์น: จะถือสาไหมถ้าเกิดฉันจะขอถามเรื่องช่วงเวลาของคุณในโลกในนั้นหน่อย?
บลานช์: ดิฉันก็มีแขกบางคนที่วิเศษอยู่บ้างค่ะ… ซิลวี่และโรเมียนเป็นคู่ที่ค่อนข้างน่ารัก ดิฉันจำหลายๆครั้งที่ต้องให้ที่พักกับพวกเขาในหอสมุดได้ พวกเขาเป็นคู่หูเจ้าปัญหาอยู่ตลอดเลยน่ะ แต่ก็ควรรู้ไว้นะ ว่าถึงพวกเขาจะดื้อซน แต่ก็ยังสุภาพมากๆ พวกเขาแค่อยากจะให้โลกที่พวกเขาอยู่เป็นที่ที่ดีขึ้น และก็มาลงเอยด้วยการเป็นโฉมหน้าแห่งการปฏิวัติ
ดอว์น: บลานช์ คุณเริ่มจะออกนอกเรื่องไปแล้-
บลานช์: และดิฉันก็ได้พบสุภาพบุรุษแสนวิเศษที่มีชื่อว่า คริสท็อฟ ฟอน ฮาเดอรัค ด้วย เขาเป็นบารอน อดีตทหาร นักการทูต และชายสุดแสนดี… เขาปฏิบัติกับดิฉันดีมากๆ ดิฉันนับถือความแนวแน่ของเขา ความมุ่งมั่นที่เขามี… ดิฉันชื่นชมในตัวเขา ดิฉัน… เหมือนจะรักเขา แบบบริสุทธิ์ใจ ช่างน่าเสียได้ที่เขาจากไปตั้งแต่ที่ยังหนุ่ม… คุณพระ ดิฉันต้องขอโทษด้วย ดิฉันคงจะเล่าเพลินมากไป…
บลานช์: ไม่เป็นไรค่ะ คุณบลานช์ เล่าต่อไปเลย
บลานช์: ดิฉันต้องขอยอมรับว่าคิดถึงเวลาในช่วงนั้นอยู่เล็กน้อย ดิฉันคิดถึงหอสมุดเล็กๆที่เคยมีอยู่ คิดถึงการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมนุษย์ คงว่าได้ว่ามันเป็นเวลาที่เรียบง่ายกว่า แต่แล้วดิฉันก็ได้พบตนเองอยู่ในภพภูมิแห่งนี้ และถึงมันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมากโดยรวมๆ แต่ดิฉันก็คงอดนึกไม่ได้ว่ามันจะเป็นยังไง หากดิฉันได้อยู่ที่นั้นต่อไป
ดอว์น: บลานช์ ถึงเรื่องมันจะฟังดูน่าสนใจมากก็เถอะ… แต่มันเป็นของคุณจริงหรือเปล่าล่ะ?
บลานช์: …ใช่ค่ะ นี่คือเรื่องราวของบลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค
ดอว์น: ก็ใช่ แต่ตามชีววิทยาแล้ว คุณน่ะ ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งก็หมายความว่ามันมีบางอย่างผิดไป
บลานช์: …
ดอว์น: คุณเป็นตัวอะไรกันแน่?
เอ็นทิตี้ลึกลับ: “บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค”
ถิ่นอาศัย: ด่าน 906
ลักษณะที่แน่ชัดของชีววิทยาของบลานช์ หากยังสามารถเรียกเช่นนั้นได้อยู่ นั้นยังไม่เป็นที่ทราบ อย่างไรก็ตาม เธอก็มักจะพยายามทำตัวให้เป็นมนุษย์ ซึ่งก็เป็นหน้ากากแฝงที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ได้ไร้ที่ติ ผู้พเนจรได้รายงานถึงการสังเกตเห็นการบิดเบี้ยวที่ผิดปกติ การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ และที่น่าจะลือลั่นมากที่สุดก็คือการได้ “สังเกตนอกเขตจำกัด”
บลานช์: ดิฉันเคยเป็นมาหลายสิ่งค่ะ ดิฉันยินดีที่จะแบ่งปันเรื่องราวของฉันกับคุณ
ดอว์น: ฉันจะคอยฟัง คุณบลานช์ เหมือนที่ฉันทำมาตลอด แต่จำด้วยไว้ล่ะว่าเรากำลังทำการสัมภาษณ์นี้ไปทำไม
บลานช์: ดิฉันควรเริ่มที่ส่วนไหนดี… ดิฉันว่าคุณคงจะเรียกดิฉันได้ว่าเป็นนักแสดง เพราะบทบาททั้งหมดที่ดิฉันเคยเล่นมา… ครั้งหนึ่งดิฉันเคยเป็นราชินี แฟร์รี่ แม่มด นางไม้ เทพเจ้า และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ดิฉันเคยเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วย จินตนาการออกหรือเปล่าล่ะ?
ดอว์น: เหมือนเราคงจะต้องสัมภาษณ์กันไปอีกนาน ฉันขอชาสักหน่อยจะไหมคะ?
บลานช์: ได้สิจ้ะ รอดิฉันสักครู่นะคะ…
ดอว์น: ขอบคุณค่ะ คุณบลานช์ กลับไปที่คำถามนะ ฉันมีคำถามบางข้อที่อยากจะเกี่ยวกับความสามารถของคุณน่ะ
บลานช์: ความสามารถหรอค่ะ?
ดอว์น: อันที่เป็นทางจิตน่ะ จากเอ็นทิตี้ทุกๆตนที่เราเคยพบมา ไม่มีตัวไหนเลยที่จะเข้าถึงจิตใจแบบที่คุณทำได้
บลานช์: ดิฉันยอมรับเลยว่ารู้สึกปลาบปลื้มนิดหน่อย…
ดอว์น: มีรายงานหลายๆฉบับเลยของผู้ที่เข้ามาหาคุณ ส่วนมากจะพูดถึงโทรจิตและพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุคะ กล่าวอ้างว่าคุณสามารถที่จะอ่านจิตคนอื่นได้ และเคลื่อนไหวสิ่งต่างๆได้โดยที่ไม่ต้องทำการขยับใดๆ มีอะไรจะพูดในเรื่องนั้นหรือเปล่าค่ะ?
บลานช์: ปฏิเสธไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรคะ คุณก็รู้ว่ามันเป็นจริง ดิฉันบอกคุณไปแล้ว ดิฉันคงเดาได้ว่าคุณถามมันเพื่อจะให้มันถูกบันทึกไว้ในบันทึกสัมภาษณ์พวกนั้นสินะคะ
ดอว์น: คุณช่วยบอกฉันได้ไหมว่ามันทำงานยังไง?
บลานช์: ดิฉันเกรงว่าจะไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลนั้นด้วยเช่นกันคะ
ดอว์น: งั้นเราจะกลับมาคำถามนี้อีกทีหลัง
บลานช์: ดิฉันเข้าใจแล้ว… ขอโทษด้วยคะ
ดอว์น: ไม่ต้องห่วงคะ คุณบลานช์ มันไม่เป็นไร ตอบเท่าที่คุณจะสบายใจก็พอ โอเคไหมคะ?
บลานช์: ตกลงคะ
ดอว์น: โอเค ข้ามเรื่องนั้นไป… แล้วรูปวาดนั้นของคุณล่ะคะ มันถูกเซ็นโดยเอ. ริเวอร์ ใช่หรือเปล่าคะ?
บลานช์: ถูกแล้วล่ะ มันถูกวาดโดยเขาเอง
ดอว์น: อืม นี่เป็นส่วนที่ฉันไม่เข้าใจ วันที่บนภาพ นั่นมันหลังไปจากวันที่ริเวอร์หายไปนานมากเลยหนิ
บลานช์: ดิฉันเดาว่าคุณคงจะอยากได้คำอธิบายสักรูปแบบสินะ รายงานพวกนี้ที่เกี่ยวกับ "ความสามารถ" ของดิฉัน มีอันไหนที่ได้กล่าวถึงความฝันบางไหมคะ?
ดอว์น: มีบางคนที่ได้อ้างว่าเคยคุยกับคุณในฝัน และคุณมีความทรงจำของบทสนทนานั้นๆอยู่
บลานช์: บอกดิฉันสิ คุณมีความคุ้นชินกับแสงนำทางบางไหมล่ะ?
ดอว์น: มีสิ ช่วยฉันจากความฉิบหายไปหลายรอบเลย
บลานช์: …ถ้าเรามองข้ามเรื่องคำพูดไป สิ่งที่คุณเรียกกันว่าแสงนำทางจริงๆแล้วพวกมันเป็นความฝันในรูปกายภาพ ผ่านการวิจัยและศึกษาอย่างละเอียด ดิฉันจึงได้พัฒนาวิธีการที่จะเข้าถึงฝันเหล่านั่นได้
ดอว์น: เดี๋ยวสิ งั้-
บลานช์: ใช่ค่ะ เมื่อตอนที่คุณฝันถึงชีวิตเก่า เสิร์ฟเครื่องดื่มอยู่ที่บาร์… น่าจะเจ้า "หงส์ดำ" บนโต๊ะนี่แหละค่ะ ที่จริงๆแล้วเป็นดิฉันเอง ดิฉันขอพูดเลยว่ามันดูจะเป็นสถานที่ที่สวยงามดี และเครื่องดื่มที่ดิฉันได้รับก็ค่อนข้างน่าชื่นใจเลย พอเราเสร็จการสัมภาษณ์นี้แล้ว ดิฉันก็อยากจะขอสูตรชงสักหน่อยค่ะ
ดอว์น: ฉัน- คุณบลานช์ นั่น- มันจะไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวไปหน่อยหรอ? ฉันไม่ถือที่เข้ามาหรอก แต่ถ้าคุณเข้ามาระหว่างฝันแปลกๆหรือฝันร้ายล่ะ?
บลานช์: ดิฉันไม่ได้มีโอกาสให้ได้เข้าฝันคนอื่นๆอยู่บ่อยๆหรอกค่ะ ดิฉันขออภัยที่ทำตัวหยาบคายและทำให้คุณไม่สบายใจ แต่ดิฉัรก็อยากจะให้เข้าใจค่ะ ว่าดิฉันจะปล่อยโอกาสแบบนั้นให้หลุดมือไปไม่ได้
ดอว์น: งั้นถ้าฉันกำลังมีฝันร้าย คุณจะยังเข้ามาดูว่าความกลัวของฉันคืออะไรหรือเปล่า หรือ…
บลานช์: แน่นอนว่าไม่จ้ะ ดิฉันรู้ว่าความเป็นส่วนตัวของแขกมีความสำคัญมากแค่ไหน และดิฉันก็ได้เรียนวิธีที่จะทิ้งความฝันดีๆไว้ให้คนที่ดิฉันเข้าไปเยี่ยมไว้ด้วย มันเป็นการแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆจากฉันน่ะ
เอ็นทิตี้ลึกลับ: “บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค”
ถิ่นอาศัย: ด่าน 906
แม้ว่าจะยังคงมีปริศนามากมายที่รายล้อมธรรมชาติ จุดกำเนิด ความสามารถ และจุดประสงค์ของบลานช์อยู่ แต่ความเอื้ออารีและความเป็นห่วงผู้อื่นของเธอก็เป็นของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เธอได้กลายมาเป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุดภายในแบ็กรูมส์ นอกจากนี้ ด่าน 906 ก็เป็นหนึ่งในด่านที่เป็นที่นิยมกันมากที่สุดในหมู่ผู้พเนจร โดยที่หลายๆคนได้มาหาบลานช์เพื่อความสบายใจ คำแนะนำ ข้อมูลเชิงลึก หรือเพื่อจะหาเพื่อนคุยด้วย ได้มีรายงานถึงเจ้าหน้าที่ M.E.G. ที่มาแข่งขันกันเพื่อแย่งภารกิจการไปยังหอสมุดซิกส์นัส บลานช์ได้สร้างเซฟสเปซขึ้นในแบ็กรูมส์ ซึ่งเป็นอิสระจากการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มหรือเอ็นทิตี้ดุร้ายใดๆ และหลายๆคนก็ได้ถือว่าบลานช์เป็นเพื่อนสนิทและสหายที่น่าอัศจรรย์
ดอว์น: ขอถามก่อนนะว่าฉันเข้าใจถูกไหม นอกจากทุกสิ่งที่คุณทำให้คนอื่นๆอยู่แล้ว คุณก็ยังจะเข้าไปสร้างฝันดีให้คนอื่นด้วยหรอ?
บลานช์: ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะมัวหมองอยู่กับเรื่องเก่าๆจ้ะ และดิฉันก็คิดว่าพวกเราทุกคนคงจะต้องใช้ช่วงเวลาดีๆกันบ้าง
ดอว์น: มีใครเคยบอกคุณหรือเปล่าว่าคุณให้ความรู้สึกเหมือนแม่คนน่ะ?
บลานช์: คำถามนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ด้วยเหรอ?
ดอว์น: ก็เพิ่งเป็นนี่แหละ
บลานช์: (หัวเราะเบาๆ) ใช่คะ ฉันเคยถูกบอกแบบนั้น และอะไรๆที่คล้ายกันมาหลายรอบแล้ว ถึงจะไม่เคยมีลูกจริงๆเลยน่ะ
ดอว์น: ฉันไม่รู้สิ คุณก็แค่… ใส่ใจทุกๆคนมากไปละมั้ง ก็คงดีที่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่ด้านนอกนั่น ฉันจะพึ่งคุณสำหรับช่วงเวลาดีๆได้เสมอ
บลานช์: ดิฉันก็ยินดีที่คุณพูดอย่างนั้นคะ คุณดอว์น
ดอว์น: แต่ฉันก็หยุดคิดไม่ได้… ฉันรู้มาว่าคนที่เป็นที่พึ่งให้คนอื่นตลอดจะไม่ค่อยมีใครให้ไปพึ่งพา คุณก็คงจะมีความลำบากใจเหมือนคนอื่นๆ แต่… ฉันก็ค่อนข้างจะเป็นห่วงว่าคุณจะแบกรับภาระในใจไว้มากเกินไปน่ะ
บลานช์: ดิฉันดีใจที่คุณเป็นห่วงนะคะ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป ดิฉันสามารถทำกิจกรรมได้ด้วยตัวเองสบายๆค่ะ
ดอว์น: ถ้าคุณจะพูดอย่างนั้นแล้ว… ไปกันที่คำถามต่อไปเลย คุณไปเอาหนังสือพวกนี้มาจากไหนหรอ?
บลานช์: ก็นะ ส่วนหนึ่งก็จะถูกเขียนขึ้นโดยดิฉันนี่แหละคะ พวกมันบันทึกเรื่องราวชีวิตของแขกดิฉันเอาไว้ ความทรงจำของพวกเขาจะถูกเก็บรักษาไว้บนแผ่นกระดาษ บางเล่มก็จะมีงานวิจัยของฉันเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆอยู่ แต่หนังสือส่วนใหญ่ก็จะไม่ได้ถูกประพันธ์โดยดิฉัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดิฉันก็ได้เก็บสะสมพวกมันมาค่อนข้างมากเลย และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีหนังสือใหม่ที่คอยปรากฏขึ้นในห้องสมุดของฉันอยู่ ฉันเองก็ยังตกใจ
ดอว์น: คิดว่าพวกมันมาจากไหนกันเหรอ?
บลานช์: ดิฉันคิดว่ามันเคลื่อนผ่านเข้ามายังชั้นวางของดิฉันจากด่านอื่นๆของแบ็กรูมส์ค่ะ และจากที่ที่พวกคุณเร่ยกว่าฟรอนท์รูมส์ก็ด้วย ฉันใช้เวลานับไม่ถ้วนไปกับการอ่านเรื่องราวแทบทุกประเภท เขียนของฉันบ้าง และเก็บบันทึกเอกสารทุกๆฉบับที่ฉันพบเจอ
ดอว์น: แล้วเรื่องราวพวกนั้นมีของคุณบ้างไหมล่ะ? แบบมีที่เกี่ยวกับอดีตของคุณไหม?
บลานช์: ถึงดิฉันจะไม่ได้มีอัตประวัติที่เป็นเล่มอยู่ ก็มีเรื่อฃราวและหนังสือหลายๆเล่มที่ข้องเกี่ยวกับอดีตของดิฉันอยู่ แต่พอมาคิดๆดูแล้ว บางทีดิฉันก็อาจจะต้องเขียนอัตประวัติบ้างแล้ว
ดอว์น: แล้ว มีเรื่องไหนไหมที่คุณอยากจะเล่าก่อน?
บลานช์: ดิฉันไม่คิดว่าตัวเองเข้าใจที่ถามค่ะ?
ดอว์น: ฉันอยากจะรู้เพิ่มเกี่ยวกับอดีตของคุณน่ะ ถ้าเป็นไปได้
เอ็นทิตี้ลึกลับ: “บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค”
ถิ่นอาศัย: ด่าน 906
นอกไปจากความสามารถที่ถูกกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ บลานช์ก็ดูเหมือนจะทราบถึงทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องสมุดของเธอ เธอสามารถที่จะควบคุมด่าน 906 ได้อย่างเต็มที่ และจะเปลี่ยนลักษณะของมันได้ดั่งใจอยาก ในบางครั้งก็จะสามารถพบเธอทำการขยับวัตถุได้โดยที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวแต่อย่างใด โดยใช้สิ่งที่คาดว่าจะเป็นพลังจิตเคลื่อนมวลสาร ได้มีการสังเกตว่าเธอจะใช้มือตัวเองเฉพาะสำหรับการเสิร์ฟชา ดื่มชา อ่าน เขียน ลูบแมวของเธอที่ชื่อเบอร์รี่ และเพื่อปลอบประโลมแขกเท่านั้น เธอได้แสดงความสามารถในการเข้าไปภายใจจิตมนุษย์ อ่านความคิดของมนุษย์คนนั้นๆ สร้างความทรงจำขึ้นซ้ำภายในด่าน 906 ด้วยความแม่นยำที่สมบูรณ์แบบ และแม้กระทั่งทำปฏิสัมพันธ์กับพวกมัน หากอ้างอิงจากรายงานบางฉบับแล้ว บลานช์นั้นมักจะซ่อนเร้นความสามารถเหล่านี้ไว้จากแขกใหม่ๆ ก่อนจะค่อยๆใช้มันต่อหน้าพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้เริ่มคุ้นชินกับผู้เยี่ยมชมคนนั้นแล้ว
บลานช์: ดิฉันเข้าใจแล้ว… มีให้เลือกเยอะเลยสิ… ดิฉันว่าเราควรเริ่มกันที่เล่มใหม่ๆจะดีกว่า พวกนั้นคงหาได้ง่ายกว่า…
ดอว์น: ได้สิ คุณจะหยิบเล่มไหนก็ตามสบายเลยนะ
บลานช์: ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ขอเวลาสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันขอไปเอาหนังสือสำหรับเรื่องนั้นมาก่อน
ดอว์น: คุณแค่เสกมันมาที่นี่ไม่ได้หรอ? ไม่เห็นจำเป็นให้คุณต้องลุกขึ้นจากที่นั่งไปเลยหนิ
บลานช์: โอ๊ะ ดิฉันนี่ก็ซื่อบื้อ… คงเพราะคุ้นชินล่ะมั้ง
ดอว์น: ไม่เป็นไรหรอก
บลานช์: ดิฉันขอหยิบมาเฉพาะเรื่องโปรดของฉันแล้วกันนะค่ะ… ดิฉันรู้สึกว่ามันจะกินเวลาคุณมากเกินไปถ้าดิฉันจะเล่าหมดทุกเรื่อง…
ดอว์น: เวลาฉันมีเหลือเฟือ คุณบลานช์
บลานช์: ดิฉันไม่คิดว่าการมีเวลาแบบนั้นมันจะเป็นไปได้สำหรับมนุษย์นะจ้ะ
ดอว์น: ฉันแค่สลัดความรู้สึกที่ว่าคุณกำลังเลี่ยงหัวข้อนี้อยู่ไม่ออกจริงๆน่ะ คุณบลานช์ ไม่ต้องประหม่าไปนะโอเคไหม? มันก็แค่บทสัมภาษณ์อีกบทเอง
บลานช์: แต่ก็อย่าลืมไปนะว่าดิฉันชินกับการเป็นคนถามคำถามมากกว่า…
ดอว์น: การได้ก้าวออกไปนอกคอมฟอร์ทโซนบ้าง บางครั้งก็ดีนะ
บลานช์: คุณพูดถูก… ดิฉันก็ว่างั้น เราไปที่เรื่องกันเลยดีไหม?
ดอว์น: ฉันรอฟังเต็มหู คุณบลานช์
เอ็นทิตี้ลึกลับ: “บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค”
ถิ่นอาศัย: ด่าน 906
บลานช์อ้างว่าตนเองเคยได้เป็นเอ็นทิตี้และผู้คนต่างๆนานามาตลอดทั้งช่วงชีวิตของเธอ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีสถานที่ตั้งใดๆในเรื่องราวของเธอที่ตรงกับสถานที่หรือช่วงเวลาใดๆที่เป็นที่รู้จักเลย แต่ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะฟังดูเพ้อฝันมากแค่ไหน รายละเอียดที่ถูกให้มาโดยบลานช์ก็จะมีความถูกต้องอยู่เสมอ และเนื่องจากที่เอกสารส่วนใหญ่ของหอสมุดซิกส์นัสจะถูกเขียนไว้ในภาษาที่เราไม่ทราบถึง เรื่องราวเหล่านี้จึงไม่สามารถที่จะถูกมองข้ามหรือเพิกเฉยไปได้ เพราะพวกมันนั้นก็อาจจะเป็นความจริงได้
บลานช์: ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ในโลกที่ห่างไปซึ่งทวยเทพยังคงเดินอยู่ในหมู่มวลมนุษย์ ได้มีหมู่บ้านชายฝั่งแห่งหนึ่งอยู่ ชื่อเครโนส ผ่านคำร้องขอถึงการเดินทางอย่างปลอดภัยของพวกเขา จึงได้มีเทพองค์หนึ่งกำเนิดขึ้น ชื่อของเธอคือคารีห์ และเธอก็ได้เป็นเทพแห่งการเดินทาง มนุษย์ภาวนาให้กับเธอเพื่อจะให้เดินทางได้อย่างปลอดภัย และในช่วงหนึ่ง เธอก็ให้พรกับเรือทุกลำ ม้าทุกตัว ถนนทุกเส้น และทุกๆคนที่เดินทางด้วยเท้า ผู้อาศัยในเครโนสได้สร้างวิหารให้กับเธอ ซึ่งเธอก็ใช้อยู่ไปนานหลายปี
ดอว์น: คุณคือ “คารีห์” คนนี้หรือเปล่า?
บลานช์: อดทนหน่อยจ้ะ ตามปกติในเรื่องความเชื่อถือและศรัทธา พลังของ “ทวยเทพ” เหล่านี้จะถูกผูกมัดไว้โดยตรงกับความทุ่มเทของผู้บูชา จำนวนผู้ศรัทธาของคารีห์เติบโตขึ้นอย่างคงที่ และมันก็ได้ดึงดูดความสนใจของเทพองค์อื่น ที่โดดเด่นที่สุดก็คือวัลเชโอส ผู้หล่อหลอมโลก ซึ่งก็เป็นเทพองค์แรก ความยับยังชั่งใจของเขาได้ปนเปื้อนพลังที่เขามี และเขาก็ไม่สามารถที่จะปั้นภูมิทัศน์ขึ้นได้ดั่งใจอีก ความชั่งใจนี้เผยช่องว่างให้เกิดความตัณหา และที่แย่ที่สุด มันก็ได้เผยให้เกิดโทสะขึ้น ในวันอันศักดิ์สิทธิ์ของคารีห์ วัลเชโอสเดินเข้ามายังหมู่บ้านเครโนส และคารีห์ก็ต้อนรับเขาเหมือนกับพี่ชายที่กำลังกลับมาบ้าน แต่ทัศนะของเขาก็หมองมัวไปด้วยความโกรธ เขามองเห็นเพียงเทพผู้ต่ำต้อยกว่าที่ไม่ยอมก้มหัวให้.. และในวันนั้นโลหะของผู้หล่อหลอมก็ได้ตกเป็นเหยื่อของความริษยาที่เขามี
ดอว์น: เกิดอะไรขึ้นล่ะ?
บลานช์: ในวันนั้น ผู้หล่อหลอมได้ทำลายงานที่สวยงามที่สุดของตนลง สิ่งที่เหลืออยู่ของเครโนสนั้นเป็นเพียงเศษซาก ทะเลเมฆได้ถูกตัดออกไม่ให้มนุษย์คนใดเข้าถึงได้ คารีห์ ผู้ถูกเนรเทศ ได้ถูกพรากผู้ติดตามไป เธอสาปส่งความเกรี้ยวกราดของวัลเชโอส เมื่อปราศจากซึ่งพรของเทพแห่งการเดินทาง นักเดินทางก็แทบจะไปยังจุดมุ่งหมายกันไม่ได้ ชาติต่างๆล่มสลาย เมืองถูกแยกจนเปล่าเปลี่ยว และหมู่บ้านก็ต้องสู้ด้วยตนเองเพื่อจะอยู่รอด ทวยเทพองค์อื่นๆนั้นยุ่งอยู่กับการสู้รบ บ้างก็ยืนบัดเพื่อปกป้องผู้ติดตาม บ้างก็แพร่ความวุ่นวายไปตามที่เห็นสมควร…
ดอว์น: ดาวทั้งดวงถูกฉีกเป็นครึ่งเลยหรอ?
บลานช์: ถูกแล้ว คารีห์จ้องมองไปยังเศษซากของวิหาร ของเมืองที่เธอเคยเรียกว่าบ้าน เดินเข้าไปยังแกนกลางที่หลอมเหลวของโลกใบนั้น และปั้นแผ่นดินเหล่านั้นให้เป็นภพภูมิของเธอ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ในระหว่างที่กำลังเดินทางไปรอบโลกนั้น จะบอกเล่าเรื่องราวของโลกมนุษย์ให้แก่เธอ เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม ภัยพิบัติ และความโกลาหล ในทุกเรื่องที่เล่า เธอร่ำไห้ และน้ำตาของเธอก็ได้กลายเป็นแม่น้ำที่ล้อมรอบบ้านใหม่ของเธอ วันหนึ่ง เธอก็ได้ตัดสินใจว่าถ้าวัลเชโอสจะไม่ยอมให้เธออยู่ในหมู่ผู้มีชีวิต เธอก็จะมอบทางผ่านที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาในครั้งสุดท้ายของชีวิตเอง ดังนั้น อัซคารีห์ เทพแห่งยมโลกและผู้ปกปักษ์แห่งดวงวิญญาณจึงได้เกิดขึ้น
ดอว์น: เกิดอะไรขึ้นกับผู้หลอมคนนั้นล่ะ?
บลานช์: วัลเชโอสหรอ? พอเขาได้มองดูถึงสิ่งที่ตนทำลงไป ความรู้สึกผิดบาปและเสียใจก็ได้ครอบคลุมจิตใจของเขา เขาได้ก่อหุบเขาโอยาครอสขึ้น ซึ่งมียอดเขาที่สูงใหญ่กว่าเขาใดๆ และถือมันเอาไว้เป็นปีๆ เพื่อจะให้เป็นการลงทัณฑ์ ทำให้ตนเองสำนึกถึงการกระทำ และค้นหาหนทางแก้ไข วัลเชโอสตัดสินใจที่จะหยุดความขัดแย้งระหว่างทวยเทพ โดยการเดินลงมาบนโลกด้วยตนเองเพื่อจะหยุดข้อพิพาทของพวกเขา ในระหว่างที่ได้เดินทางอยู่นี้ มนุษย์คนหนึ่งได้ถามคำถามที่เรียบง่าย “เกิดอะไรขึ้นกับคารีห์เหรอ?” วัลเชโอสไม่สามารถตอบได้ เขาเดินไปยังเศษซากของเครโนส และข้ามแม่น้ำน้ำตาของอัซคารีห์ไป เขาพบเข้ากับอัซคารีห์ที่กำลังตอบรับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตมายังภพภูมิของเธอ วัลเชโอสที่ทั้งอัศจรรย์และเสียใจ คุกเข่าต่อหน้าเธอ และเสนอที่จะชดใช้สิ่งที่ตนทำ เมื่อเขามองไปยังยมโลก ไปยังสิ่งที่อัซคารีห์ได้สร้างขึ้น วัลเชโอสเห็นหนทางเดียวในการชดใช้ เขาเรียกทวยเทพองค์อื่นๆมา และด้วยกัน พวกเขาก็ได้หล่อหลอมให้ยมโลกกลายมาเป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ทุกๆวันนี้ ก่อนจะต้อนรับอัซคารีห์เข้าสู่แพนธีออน
ดอว์น: ฟังดูเหมือนจะจบสวยนะ
บลานช์: จนถึงทุกวันนี้ มนุษย์ก็ยังเดินทางมายังเศษซากของอิเรมอสเพื่อส่งเสียผู้ที่ตายไปบนเทวสถานเล็กๆของอัซคารีห์อยู่ เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ทวยเทพมากมายก็ก่อกำเนิดขึ้น และผู้ที่เดินทางไปบนโลกก็จะได้รับการอวยพรจากเทพองค์อื่น… ถ้าฉันจำไม่ผิดชื่อของเธอน่าจะเป็นซาไฮรา ดิฉันจะตอบคำถามก่อนหน้านี้ของคุณ ใช่ ดิฉันคือคารีห์ ดิฉันคืออัซคารีห์ และก็ยังเป็นอยู่
ดอว์น: โอ้ เดี๋ยวแปปสิ คุณหมายความว่าไง “และก็ยังเป็นอยู่?”
บลานช์: …
เอ็นทิตี้ลึกลับ: “บลานช์ ฟอน ฮาเดอรัค”/”อัซคารีห์”
ถิ่นอาศัย: ด่าน 906/ไม่ทราบ
ข้อมูลที่ได้รับมาจากการสัมภาษณ์ชี้ว่า “บทบาท” เหล่านี้จะเป็นตัวตนที่มีความอิสระจากบลานช์ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม วิธีการที่เอ็นทิตี้เหล่านี้จะมีปฏิสัมพันธ์ สื่อสาร และเกี่ยวข้องกันก็ยังไม่เป็นที่ทราบสำหรับเรา
บลานช์: “อัซคารีห์” ไม่ได้หายไปเมื่อดิฉั- ไม่สิ เมื่อ “บลานช์” เกิดขึ้นมา
ดอว์น: ฉันไม่คิดว่าฉันเข้าใจนะ คุณบลานช์
บลานช์: งั้นดิฉันขอเวลาชั่วครู่…
ดอว์น: เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี้ย?
?????: ขออภัยด้วยสำหรับการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแบบฉับพลัน ดอว์น ฉันแน่ใจว่าเธอมีคำถามหลายคำถาม แต่ตอนนี้ ฉันอยากจะขอให้เธอนั่งกลับลงไปก่อน
ดอว์น: บลานช์? นั่นเธอหรอ?
?????: ก็ไม่เชิง ถึง “บลานช์” และฉันจะเป็นตัวตนเดียวกัน แต่เราก็เป็น… บทสองบทในหนังสือเล่มเดียวกัน ฉันเฝ้ามองพวกเธอสองคนมีปฏิสัมพันธ์กัน ตอนที่กำลังดื่มชาและคุยกันเล่นๆ
ดอว์น: แล้วเธอเป็นใครล่ะ?
?????: ฉันใช้ชื่อมาแล้วหลายชื่อ แต่เธอจะเรียก “บลานช์” ต่อไปก็ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ความจริงซะทีเดียว ฉันมีชื่ออยู่ แต่มันก็ถูกหลงลืมไปนานแล้ว และฉันก็ไม่อยากจะบอกเล่ามัน ให้ฉันได้เล่าอีกเรื่องให้เธอฟังนะ
ดอว์น: โอเค…
?????: ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ได้มีโลกอันห่างไกลที่มีนามว่าอาร์ด นูเอียร์ ผู้คนของโลกนั้นใช้ชีวิตอย่างสงบสุข พวกเขาบูชาเทพที่มีชื่อว่าวาชายา สตรีแห่งจันทรา วันหนึ่ง ได้มีสัตว์ประหลาดปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มันทำดวงตะวันจนมอดดับ ทำคลื่นเปลี่ยนทิศ ทำฟ้าแหวกออกจากกัน และก็ได้มีการกล่าวไว้ว่ามีหลายคนที่ตายลงเพียงเพราะได้จ้องมองไปที่มัน นักบวชแห่งอาร์ด นูเอียร์ได้สกดมันไว้อย่างรวดเร็ว ในคุกแห่งเดียวที่ใหญ่พอจะกักขังมันได้ ดวงจันทร์ของโลกนั้น ซีคราส ตามตำนานแล้ว วาชายาสู้กับสัตว์ประหลาดตัวนั้นนับร้อยปี และหลังจากการสู้รบที่ยากลำบาก เธอก็ได้ขจัดสัตว์ร้ายตัวนั้นให้หายไป และลงกลับมายังบ้านของเธอจากดวงจันทร์ มายังยอดเขาซิลเวอร์ ซึ่งเธอใช้เฝ้ามองผู้คนแห่งอาร์ด นูเอียร์
ดอว์น: ทำไมเธอถึงมาบอกเรื่องนี้กับฉันล่ะ?
?????: เพราะเรื่องนี้ เหมือนกับตัวฉัน จะแตกต่างกันไปตามมุมมอง ที่เธอเพิ่งฟังไปเป็นบทแรกในหนังสือแห่งดวงจันทร์ และเหตุการณ์ที่เล่าไปก็มาจากมุมมองของชาวอาร์ด นูเอียร์ แต่จากมุมมองของฉันแล้ว เรื่องก็จะต่างไปเล็กน้อย ฉันเป็นสัตว์ร้ายตัวนั้น ฉันขอยอมรับเลยว่าฉันประทับใจที่นักบวชสกดฉันไว้บนดวงจันทร์ ฉันจะหนีไปก็คงได้ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ออกอาการ ส่วนเล็กๆของฉันลงมายังพื้นดิน เพื่อมองดูผู้คนที่ทำเช่นนั้นสำเร็จ ฉันได้เรียนตำนานแห่งวาชายา และตัดสินใจที่จะใช้ร่างของเธอ เพื่อจะลงมายังอาร์ด นูเอียร์ และเรียนรู้เพิ่มเติม นั่นเป็นหนึ่งในบทบาทหลายๆๆบทที่ฉันมี และก็ยังเป็นอันที่ฉันยังเก็บไว้ในดวงใจ แต่ละและทุกๆบทบาทจะมีหลักการเดียวกัน พวกมันเป็นวิธีที่ฉันจะแสดงตน ซึ่งผู้อื่นจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับฉันได้อย่างปลอดภัย แม้ว่ากระบวนการที่จะทำให้ฉันต้องจำกัดตัวเองเป็นอย่างมาก มันก็คุ้มความเหนื่อยล้า เพราะเรื่องราวและความรู้ที่ฉันได้รวบรวมมามันมีค่ามากยิ่งกว่าที่ฉันจะคาดเดาได้
ดอว์น: งั้น… ขอลองทวนดูอีกครั้งนะ คุณเป็นตัวตนที่อยู่เหนือความเข้าใจของฉัน ที่มีพลังมหาศาล และคุณก็ใช้มันมาคุยเล่นตอนจิบชากับคนอื่นใช่ไหม?
บลานช์: ถูกต้องแล้วจ้ะ ดิฉันได้ใช้เวลานับพันปี เดินไปตามหนทางนี้ เรียนรู้ว่าจะเป็นมนุษย์ได้ยังไง
ดอว์น: …เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นน่ะ? พวกนั้นเป็นดาวหมดเลยเหรอ?
บลานช์: ที่คุณเพิ่งได้เห็นไป คุณดอว์น เป็นที่ใกล้เคียงที่สุดที่คุณจะเห็นได้ของดิฉันทั้งหมด หรืออย่างน้อย ก็ที่ดิฉันหวังไว้ คุณคงเคยได้ยินเรื่อง "นอกเขตจำกัด" ที่ลือกันหรือเปล่า
ดอว์น: นั่น… นั่นคือมันหรอ?
บลานช์: ก็ไม่เชิง สิ่งที่เรียกกันว่า "นอกเขตจำกัด" ก็คือสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆ ร่างที่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ มันทำจิตใจแตกสลายได้ด้วยเพียงการจ้องมอง ในชีวิตหลายๆชีวิตของดิฉัน ฉันได้ใช้วิธีมากมายในการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายขึ้น วิธีเหล่านี้จำเป็นให้ดิฉันต้องจำกัดตัวเองเป็นอย่างมาก ถึงพวกมันจะมีประสิทธิภาพ แต่ดิฉันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และบางครั้ง… ดิฉันก็เผลอหลุด
ดอว์น: บลานช์ นี่คุณ… ร้องไห้อยู่หรอ?
บลานช์: ดิฉัน- ขอโทษด้วยนะคะ สิ่งที่คุณเห็นไปมันคือหนึ่งในร่างแรกๆของฉัน เทพคล้ายนกขนาดมโหฬารที่จะนำพาค่ำคืนมากับมัน ตามตำนานแล้ว ทุกๆคืนมันจะบดบังโลกไปด้วยปีกลายนภาของมัน ก่อนจะจากไปในวันถัดมา เพื่อไปยังรังของมัน สักแห่งเหนือท้องฟ้า
ดอว์น: อยากจะบอกฉันต่ออีกไหม?
บลานช์: ดิฉันขออภัย แต่ดิฉันไม่สามารถลงรายละเอียดเพิ่มเติมได้อีกในตอนนี้ ถึงดิฉันจะอยากจะอยู่คุยต่อไปแค่ไหนก็เถอะ มันรู้สึกอันตรายเกินว่าจะทำอย่างนั้นได้… คุณได้เห็นมามากกว่าที่คนอื่นๆเห็น ดิฉันไม่สามารถเสี่ยงที่จะทำร้ายคุณได้ ลาก่อนละ คุณดอว์น… และก็เอาจี้เส้นนี้ไปด้วยคะ
เอ็นทิตี้ลึกลับ: ?????
ถิ่นอาศัย: ไม่ทราบ
ส่วนที่น่าพิศวงและงงงวยของการสัมภาษณ์ครั้งนี้ และตัวบลานช์เอง ก็คือธรรมชาติที่แท้จริงของเอ็นทิตี้ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ M.E.G. ดอว์น มาร์เคซา ซึ่งได้จัดทำการสัมภาษณ์ครั้งนี้ขึ้น ได้ระบุถึงผู้เข้าร่วมที่สามด้วยเพียงเครื่องหมายคำถามสามตัวเท่านั้น โดยเธออ้างว่ามันเป็น "ตัวตนที่ต่างไป" และมัน "ไม่เหมือนบลานช์เลยแม้แต่นิด" ตามคำให้การของเธอแล้ว ด่าน 906 ถูกแปรเปลี่ยนเป็น "ท้องฟ้าดาวระยิบ" ซึ่งมีเก้าอี้อยู่ตัวเดียวเมื่อเอ็นทิตี้ตัวนนี้ปรากฏขึ้น อย่างไรตาม บันทึกการสัมภาษณ์ก็เสนอว่าบลานช์และเอ็นทิตี้ตัวนี้เป็นตัวตนเดียวกัน
รายการที่ต้องทำ:
ถามรายละเอียดบลานช์เพิ่ม… ถ้าทำได้อ่ะนะ
ไปเอาช็อกโกเล็ตจากสแน็ครูมส์มาฉลองวันครบรอบของฉันและดอว์น ^-^
เขียนบทความให้เสร็จ เก็บรายละเอียด… อะไรทำนองนั้น
ทำให้แน่ใจว่าแอ็กเซลจะไม่เผาเกลือไฟของเราจนหมด (ทำไมเขาถึงเอาไฟซีล…)
ทำลูกศรเพิ่ม เริ่มจะหมดแล้ว
- เฟธ ซิลเวอร์ซอง
ดูเหมือนความอยากรู้อยากเห็นของคุณจะเทียบได้กับของดิฉันเลยนะคะ… งั้นก็ดีมาก ดิฉันจะช่วยคุณสักหน่อยเอง
ทำตัวให้สบาย คุณผู้อ่าน นั่งลงดีๆและจิบชาอุ่นๆ
เรามาเริ่มกันที่จุดเริ่มต้นเลยดีกว่า
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว… ได้มีฉันอยู่
เอ็นทิตี้ลึกลับ: เอเซล ไคระ
ถิ่นอาศัย: ช่องว่างสีน้ำเงิน
ดิฉัน เหมือนกับมนุษย์ทุกๆคน ไม่มีความทรงจำตอนเกิด แต่ความทรงจำแรกเริ่มที่สุดของดิฉัน ก็คือการตื่นขึ้นในความว่างเปล่า ด้วยชื่อที่ถูกสลักลงบน อืม… "จิต" ก็คงไม่ใช่คำที่ถูก น่าจะเป็นเหมือนกับคำว่า "โปรแกรม" ที่มนุษย์ใช้กันบนคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรมากกว่า ชื่อดังกล่าวนั้นคือ "เอเซล ไคระ" เป็นชื่อที่ดิฉันไม่อยากให้ถูกใช้เรียกถึง ภารกิจของดิฉันก็คือการเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ อะไรทำนองนั้น ดิฉันถูกมอบหมายให้บันทึกความเป็นจริงอย่างละเอียด เป็นงานที่… กินพละกำลังสูง พอมองกลับไปแล้ว ดิฉันก็มีความทรงจำจากช่วงนั้นน้อยมากๆ ดิฉันรู้พอแค่ที่จะทำงานของตนได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีบางสิ่งผิดพลาดไป ดิฉันได้เกิดความระลึกในตัวขึ้น เกิดความรู้สึกถึงตัวเอง ดิฉันเริ่มตั้งถามถึงงานของตัวเอง ดิฉันเริ่มครุ่นคิดถึงจักรวาลที่ดิฉันต้องทำการบันทึก ดิฉันเริ่มอ่านงานที่ผ่านมา ถ้าจะให้บอกความจริงแล้ว มันเป็นประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ และในที่สุดแล้ว ดิฉันก็เริ่มอินไปกับมัน ตื่นเต้นมากขึ้นและมากขึ้นที่จะได้อ่านเพิ่ม… ดิฉันจะพูดอะไรได้ล่ะ ก็ดิฉันเป็นคนขึ้สงสัยมาตลอดหนิ
จนกระทั่งในที่สุด ดิฉันก็เริ่มเบื่อภารกิจที่ต้องทำ และก็ตัดสินใจที่จะเข้าไปสู่โลกที่ดิฉันสนใจมาตลอด ผลลัพธ์ก็คือเรื่องราวที่คุณอ่านไปก่อนหน้า เรื่องเล่าแห่งวาชายา สิ่งที่คุณไม่รู้ก็คือ เรื่องเล่านั้นบรรยายถึงการตายลงของเอเซล ไคระ ในทำนองหนึ่ง
มันเป็นการเดินทางครั้งแรกของฉันสู่อีกโลกหนึ่ง และอย่างที่ฉันได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ มันมีที่พิเศษอยู่ในสิ่งที่เทียบได้ว่าเป็นใจของฉัน ตอนแรก ดิฉันก็แค่ถูกขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วดิฉันก็เริ่มจะผูกพันกับมัน ดิฉันเริ่มจะเชียร์ให้ตัวละครในเรื่องราวรอบๆตัวฉัน ฉันพบบางสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกี่ยวกับความมุมานะ ความมุ่งมั่น บางสิ่งที่น่าหลงไหลเกี่ยวกับความทะเยอทะยานที่จะเผชิญความเป็นไปไม่ได้ และนิสัยอื่นๆที่ดิฉันชื่นชม
แต่ก็น่าเศร้าสำหรับดิฉัน ดิฉันได้เรียนรู้ว่าผู้คนที่ดิฉันผูกพันด้วยสามารถจะหายไปได้ในชั่วพริบตา ดิฉันเริ่มจะคุ้นชินกับแนวคิดของความตาย ความหลงอดีต ความฝัน ความโศกเศร้า ความมีน้ำใจ และอื่นๆอีกมากมายหลายสิบ แต่แนวคิดหนึ่งที่กระทบถึงดิฉันมากที่สุด ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจจะทราบได้ ก็คือความเป็นตำนาน คนเหล่านี้ แต่ละคนเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตนเอง ไฝ่หาความสบายใจในการที่ตนจะถูกจดจำ ดังนั้น ดิฉันจึงได้รับหน้าที่จะทำให้เรื่องราวของพวหเขาเป็นอมตะ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะพอทำได้สำหรับผู้คนที่วิเศษเหล่านี้…
จากนับเวลาพันล้านปีนี้ ดิฉันก็ได้รวบรวมเรื่องต่างๆมามหาศาล และดิฉันก็จำและท่องพวกมันซ้ำได้ในทุกๆอัน อย่างไรก็ดี มันก็ยังมีความเศร้ามองอยู่บ้างในงานนี้ที่ดิฉันมอบให้กับตัวเอง ต้องยอมร้บว่าดิฉันโหยหาสักคนที่จะอยู่กับฉันได้ไปนานแสนนาน อย่าได้เข้าใจดิฉันผิดไป หากไม่ใช่กับทุกคนที่ได้ต้อนรับเข้ามาสู่หอสมุดซิกส์นัสแล้ว ดิฉันก็ได้มีความผูกพันกับแขกส่วนใหญ่ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างสูงเมื่อพวกเขาเข้ามา… แต่แขกแต่คนนั้นก็ชั่งมีเวลาเพียงน้อยนิด สิ่งที่เป็นชั่วชีวิตของพวกเขาสำหรับฉันรู้สึกเป็นเพี่ยงไม่กี่ชั่วโมง ถ้าจะให้พูดก้นจริงๆดิฉันก็อยากจะใช้เวลากับพวกเขาให้ได้มากกว่านี้ บางทีมันอาจจะมีเรื่องราวที่ยังไม่ถูกบอกเล่า ช่วงเวลาที่ไม่เคยได้เป็น…
แต่เศร้าไปกับอดีตก็ไม่มีประโยชน์อะไร ใช่ไหมล่ะ? ดิฉันอยากจะมองมันในแง่ดีมากกว่า แทนที่จะมานั่งคร่ำครวญถึงสิ่งที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ ดิฉันแค่จะยินดีที่มันเกิดขึ้น ที่มันขับเคลื่อนดิฉันมายังที่ๆดิฉันเป็นอยู่ และก็ดิฉันก็คงควรจะยินดีที่ช่วงชีวิตในนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าปกติ ชีวิตนี้มันเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ ใช่ไหมล่ะจ้ะ? ท่านผู้อ่าน ดิฉันคงไม่มีวันคาดเดาได้ว่าตัวเองจะมาลงเอยเป็นผู้รักษาหอสมุดที่กว้างใหญ่แห่งนี้ หรือที่จะได้มาคุยกับคุณ
ดิฉันมองไปข้างหน้าด้วยความสงสัยว่าอนาคตจะมีอะไรอยู่ แขกของดิฉันจะบอกกล่าวถึงโลกที่ดิฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน อาณาจักรแห่งเวทมนต์ อารยธรรมท่องอวกาศ เมืองกว้างใหญ่ไพศาล บ้านที่พวกเขาเคยอยู่ และที่น่าสนใจสำหรับฉัน ก็คือโลกที่พวกเขาจินตนาการถึง ดิฉันก็อยากจะไปเยี่ยมพวกมันสักครั้งด้วยเช่นกัน แต่พวกมันก็คงรอได้ เพราะความอดทนก็เป็นจุดแข็งของดิฉันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และดิฉันก็ยัฃมีหลายสิ่งเหลือให้ทำและบันทึกในภพภูมิที่พวกคุณเรียกกันว่าแบ็กรูมส์นี้ ถ้าสถานการณ์เหมาะให้ดิฉันเข้าถึงฝันคุณเมื่อไหร่ ท่านผู้อ่าน ดิฉันจะยินดีมากที่จะได้ดื่มชากับคุณ… เมื่อดิฉันหาวิธีที่จะพบคุณได้แล้ว คุณคนนั้นที่อยู่หลังหน้าจอน่ะ มันอาจจะใช้เวลาสักพัก แต่… ดิฉันก็เชื่อว่ามันจะคุ้มค่าเวลาที่เสียไป จนกว่าจะถึงตอนนั้น… คุณก็ช่วยดูแลตัวเองให้ดีจะได้ไหมล่ะ?


