ด่าน 2 - "อุโมงค์ที่ถูกละทิ้ง"
ภาพปัจจุบันของด่าน 2 ถ่ายโดย ผู้ดูแล-C ที่เพิ่งเสียชีวิตไป แม้ว่าภาพถ่ายของแมคคีน่าจะมีมาก่อนภาพนี้ แต่ภาพนี้ก็เป็นหนึ่งในภาพที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด
ด่าน 2 ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในด่านหลักของแบ็กรูมส์ มันมีลักษณะเป็นชุดของอุโมงค์ซ่อมบำรุงที่แม้จะซับซ้อนแต่ก็ยังเป็นแบบยุคลิด ซึ่งในอดีตเคยถูกใช้สำหรับจุดประสงค์ต่างๆ
คำอธิบาย
โครงสร้างทางกายภาพของด่าน 2 ถึงแม้จะซับซ้อน แต่ก็มีลักษณะในการออกแบบบางประการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งทำให้สามารถมีการเขียนแผนที่ขึ้นได้ ตัวอุโมงค์เองแม้จะไม่ได้มีรูปแบบโครงสร้างที่เคร่งครัด แต่ทั้งหมดก็จะหักโค้งที่มุม 45 องศา เสมอ โดยความยาวคร่าวๆของอุโมงค์เหล่านี้มักจะถูกวัดได้เป็นส่วนคูณของ 5 เมื่อทำการวัดในระบบเมตริก
นอกจากนี้ อุโมงค์ต่างๆก็มักจะค่อนข้างคับแคบ เนื่องจากขนาดแรกเริ่มของอุโมงค์ หรือด้วยเครื่องจักร สายไฟ หรืออุปกรณ์อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ถูกติดไว้ตามผนังและเพดาน กำแพงนั้นถูกประกอบขึ้นมาจากคอนกรีตที่สกปรกและเสื่อมสภาพ หรือในบางพื้นที่ก็จะถูกประกอบขึ้นจากอิฐ ซึ่งก็มักจะมีสีน้ำตาลปนโคลนหรือสีดำ พื้นผิวของผนังทั้งหมดนั้นเป็นสีขาวขุ่น และมักจะทิ้งผงแป้งไว้บนนิ้วมือเมื่อสัมผัส ในทางเดินที่แคบมากๆ มันก็จะเปื้อนเสื้อผ้าและผิวหนังของผู้ผ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางเดินแคบๆ ของด่าน 2 ซึ่งถูกทำให้แคบขึ้นไปอีกโดยท่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทางด้านขวาสุดของภาพ
ในโถงทางเดินส่วนใหญ่ของด่าน ผนังสีลอกเหล่านี้ก็มักจะถูกกีดขวางด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่นานๆครั้งจะใช้งานได้ ท่อและเครื่องจักรเหล่านี้ แม้ว่าจะได้รับการระบุว่าเป็นเครื่องจักรประเภทต่างๆจริงจากกลุ่ม M.E.G แต่ก็ไม่ได้ทำงานควบคู่กันแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เครื่องจักรเหล่านี้แต่ละเครื่องจะถูกวางในตำแหน่งสุ่มๆ ทั่วทั้งด่าน 2 และก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ใดไปมากกว่าการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันโดยท่อและไฟฟ้าที่ใช้งานได้ ในยุคปัจจุบัน เครื่องจักรเหล่านี้มักจะสร้างเสียงหวืออยู่ภายในเครื่อง ราวกับว่ามันเป็นเครื่องจักรที่มีข้อบกพร่อง นอกจากนี้ เครื่องจักรแต่ละเครื่องก็มักจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยท่อที่ยาวและหนาเพื่อถ่ายเทของเหลว ไฟฟ้า ก๊าซ หรือแม้กระทั่งวัตถุที่เป็นของแข็ง
สามารถที่จะพบรถเข็นพื้นเรียบได้ทั่วไป ซึ่งพวกมันก็มักจะมีสิ่งของต่างๆ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องจักรเบ็ดเตล็ด, ถังน้ำมัน, กล่องโลหะ, กระดาษแข็ง, และไม้ ซึ่งจะเต็มไปด้วยวัสดุที่เหมาะสำหรับการนำไปใช้สร้างที่อยู่อาศัยอยู่ เศษกระดาษ เครื่องมือเก่าๆ และเศษแก้วจากหลอดไฟเก่าๆ กระจายไปทั่วพื้นของด่านในพื้นที่สุ่มๆ จนทำให้เกิดเป็นอันตรายสำหรับผู้พเนจรที่ไม่มีรองเท้าดีๆใส่
ชุดของหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีสีต่างกัน 2 ดวงซึ่งพบในพื้นที่มืดของด่าน 2
ประตูทั่วๆไปภายในด่าน 2 พื้นที่ภายในทั้งหมดปราศจากซึ่งเฟอร์นิเจอร์
ในลักษณะเดียวกันกับด่านตั้งแต่ 0 จนถึง 4 พื้นที่ส่วนใหญ่ของด่าน 2 นั้นจะถูกส่องสว่างด้วยหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ทั่วไป โดยมันก็จะส่องแสงในเฉดสีขาวและส้ม บ่อยครั้งที่สายไฟสำหรับไฟเหล่านี้มักจะไม่มีฉนวนหุ้ม ซึ่งก็ได้ทำให้มีกลุ่มต่างๆ เข้ามาเก็บเกี่ยวทองแดงของด่าน และในบางครั้งก็ตัวหลอดไฟเองด้วย แสงสว่างในด่าน 2 ไม่ได้ถูกกระจายไปตามด่านอย่างสม่ำเสมอ บางพื้นที่จึงถูกทิ้งเอาไว้ในความมืด
เนื่องจากลักษณะของสายไฟที่เหมือนจะใช้วงจรอนุกรมแทนที่จะเป็นวงจรขนาน ทำให้ระบบไฟนั้นสามารถขัดข้องได้ง่าย ซึ่งก็สามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ ตั้งแต่การกระทำโดยอุบัติเหตุหรือเจตนา หรือแม้แต่การแทรกแซงของเอ็นทิตี้ อย่างไรก็ตาม หากหลอดไฟหรือสายไฟเส้นใดเส้นหนึ่งเสียหายจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม ไฟทั้งหมดในพื้นที่นั้นๆก็จะถูกปิดใช้งานทันที ซึ่งจะทำให้พื้นที่ของด่าน 2 ที่ใกล้เคียงตกอยู่ในความมืด พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นก็มักจะเป็นแบบสุ่ม เนื่องจากที่ไม่มีตัวบ่งชี้ที่สามารถระบุได้อย่างง่าย ว่าส่วนไหนของด่าน 2 จะเชื่อมต่อไปยังส่วนใดของวงจร
ผนังซึ่งไม่ได้ถูกปกคลุมไปด้วยสายไฟและท่อจะมีประตูที่จะมีสี, วัสดุ, ขนาด, และประเภทที่แตกต่างกันไป ลักษณะ "ปกติ" ของประตูเหล่านี้มักจะทำขึ้นจากเหล็ก และทาทับด้วยโทนสีอุตสาหกรรมต่างๆ ประตูเหล่านี้จะมีสิ่งประดับประดาต่างๆติดไว้ด้านบน โดยทั่วไปแล้วจะเป็นลวดลาย, ตัวล็อค, ป้าย, สัญลักษณ์ที่ถูกพ่นเอาไว้, หรือหน้าต่าง ไม่ทราบว่ามีกี่อันที่ถูกสร้างขึ้นโดยตัวด่านเอง หรือกี่อันที่ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนา
ปกติแล้วประตูเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกล็อคเอาไว้ แต่สำหรับประตูที่ไม่ได้ล็อคและไม่ได้นำไปสู่ด่านอื่นๆ มันก็มักจะเปิดเข้าไปสู่ความเป็นไปได้ต่างๆมากมาย ซึ่งบางส่วนได้แก่:
- โถงทางเดินและห้องขนาดต่างๆ ซึ่งจะมีอุปกรณ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กล่องไม้บรรจุเสบียง เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ที่มักจะพบกันบ่อยๆก็คือห้องเปล่าๆ
- ห้องเหล่านี้เคยถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่ปัจจุบันนั้นถูกใช้เพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแค่อย่างเดียว มีการสันนิษฐานว่าห้องเหล่านี้ในภายหลังได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นพื้นที่สำนักงาน EL3A อย่างไรก็ตาม ไม่มีบันทึกที่หลงเหลืออยู่ที่จะสามารถยืนยันหรือปฏิเสธว่ามีการดัดแปลงพื้นที่ใดๆเกิดขึ้นได้
- โถงทางเดินโถงหนึ่งหรือหลายโถง ที่จะวนกลับไปสู่ประตูบานเดียวกันที่ถูกใช้เข้ามา
- ห้องเดี่ยวที่มีขนาดแตกต่างกันไป โดยปกติจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั่วไป มีวัตถุและเฟอร์นิเจอร์เหมือนกับที่ถูกกล่าวถึงไปในหัวข้อย่อยแรก เหมือนกับห้องในรูปแบบแรกพวกมันมักจะไม่ได้การตกแต่งแต่อย่างใด
- คาดว่าหนึ่งในห้องเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างพื้นที่สำนักงาน EL3A ในเวลาถัดมา
- สำหรับประตูส่วนใหญ่ที่ถูกล็อคเอาไว้ และสำหรับประตูนั้นๆที่มีหน้าต่างติดอยู่ด้วย ซึ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก มุมมองอีกด้านของประตูเหล่านี้จะเป็นความว่างเปล่าสีดำสนิท โดยทั่วไปแล้วห้องในรูปแบบนี้จะไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องที่ประตูถูกล็อกเอาไว้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างหนักหน่วงของด่าน 2 ก็ได้ทำให้ประตูบางบานถูกปลดล็อกออกอย่างไร้เหตุผล
- พื้นที่ภายในความว่างเปล่าเหล่านี้เป็นพื้นที่กว้างยาวไร้ขอบเขต โดยที่ไม่คำนึงถึงขนาดภายนอกของโถงทางเดิน เป็นเรื่องง่ายที่จะหลงทางและจบชีวิตลงในความว่างเปล่าที่ไม่มีแสงสว่างและไร้ขอบเขตเหล่านี้ ไม่แนะนำให้เข้าไปภายในพื้นที่เหล่านี้
ฐาน ด่านหน้า และชุมชน
เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่ด่าน 2 ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อให้กลุ่มต่างๆได้มาบรรจบเข้าในพื้นที่เดียวกัน ภูมิทัศน์ของมันคือพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพยายามตั้งถิ่นฐานเนื่องจากลักษณะที่เป็นศูนย์กลางให้กับด่านต่างๆหลายๆด่าน ซึ่งในหลายๆด่านนั้นก็มีอาหารและน้ำอยู่ และการที่ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่ด่าน 2 โดยตรงจากฟรอนท์รูมท์ ซึ่งก็ได้ทำให้เกิดกลุ่มการกุศลขึ้นหลายๆกลุ่มภายในด่าน 2 ที่จะคอยช่วยขัดเกลาผู้พเนจรคนใหม่ๆให้ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ที่ถาวรของพวกเขาได้
ด่าน 2 เป็นบ้านของกลุ่มต่างๆ มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มากเกินไปที่จะนับทุกกลุ่มที่ถูกบันทึกไว้ได้ ตั้งแต่กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่สำคัญอะไร จนไปถึงกลุ่มเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมกลุ่มใหญ่ที่สุด ดังนั้นจึงมีรายชื่อเฉพาะของกลุ่มที่สำคัญและน่าจดจำเท่านั้น
ภาพวาดที่ถูกวาดด้วยมือของเหล่าแมคคีน่า คาดว่าหลักฐานภาพถ่ายตัวบุคคลนั้นสูญหายไปตามกาลเวลา
ด้วยข้อยกเว้นของกลุ่มผู้หลงทาง ซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่ด่าน 2 เมื่อหลายศตวรรษก่อน แมคคีน่าเป็นหนึ่งในผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกสุดที่ได้ถูกบันทึกไว้ของด่าน 2 พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นเผ่าพันธุ์ของสัตว์ที่เรียบง่ายในช่วงปลายปี 1,000 ปีก่อนสากลศักราช หลังจากนั้นจึงวิวัฒนาการสติปัญญา และก้าวข้ามสัญชาตญาณอันเรียบง่ายของพวกเขาไป จากจุดนี้แมคคีน่าก็เริ่มแพร่กระจายและอาศัยอยู่ตามด่านต่างๆทั่วแบ็กรูมส์ หากข้อมูลหลักๆเกี่ยวกับพวกเขาสามารถเชื่อถือได้ พวกเขาก็ได้ทำการครอบครองด่านต่างๆมาก่อนกลุ่มผู้สูญหาย และที่สำคัญที่สุดสำหรับบทความนี้ บ้านหลักของพวกเขานั้นอยู่ที่ด่าน 2
ในหลายๆด้าน ที่นี่ก็เป็นฐานหลักที่สมบูรณ์แบบสำหรับแมคคีน่า แมคคีน่าได้เริ่มสร้างการปรับปรุงทางไซเบอร์เนติกส์ซึ่งประกอบขึ้นด้วยชุดเกราะหนาเทอะทะ ที่ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญต่อวัฒนธรรมของพวกเขา ในการสร้างชุดเกราะเหล่านี้ ซึ่งจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ในบทความหลักของแมคคีน่า พวกเขาได้ถอดเครื่องจักรส่วนใหญ่ของด่าน 2 ออกและปรับเปลี่ยนพวกมันตามความต้องการของตนเอง
พื้นที่ที่เคยมีแมคคีน่าอยู่อาศัย เครื่องมือและชิ้นส่วนแปลกๆต่างๆ ได้ถูกทิ้งเอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะสูญพันธุ์
แม้ว่าแมคคีน่าจะอาศัยอยู่ในด่าน 2 มาหลายศตวรรษ แต่ก็ไม่เคยมีการค้นพบเมืองหลวงใดๆของพวกเขาเลย อย่างไรก็ตาม ก็มีการสันนิษฐานว่ามันอาจจะมีอยู่ในสักแห่งหนึ่ง ได้มีการค้นพบเมืองร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับทางออกไปยังด่าน 811 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ทราบว่ามันมีความสำคัญมากแค่ไหนต่อพวกเขา
จุดจบของเหล่าแมคคีน่านั้นเกิดจากการที่พวกเขาใช้ทรัพยากรภายในด่าน 2 ไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย การลดน้อยลงของทรัพยากรได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างหนัก การที่พวกเขาไม่สามารถสร้างชุดเกราะใหม่ทำให้จำนวนของพวกเขาลดลงอย่างน่าตกใจ ในช่วงเวลาเพียงแค่สามสิบปี จำนวนประชากรของแมคคีน่าก็ลดลงจนเหลือแค่เลขสองหลักจากฐานทั้งหมดของพวกเขาทั่วแบ็กรูมส์ และจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครพบเห็นแมคคีน่าอีกเลยตั้งแต่ช่วงปี 1850
ในช่วง 200 ปีนับตั้งแต่การล่มสลายของอารยธรรมแมคคีน่า ด่าน 2 ได้ค่อยๆ "สร้าง" เครื่องจักรที่ถูกถอดออกไปขึ้นมาใหม่ แต่กระบวนการฟื้นฟูนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความไม่ปะติปะต่อกันในเครื่องจักรต่างๆ
เอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์
ห้องโถงหลักที่กลุ่มเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์เคยครอบครอง เป็นภาพหลายปีหลังจากที่พวกเขาได้สลายตัวไป และหลังจากเสบียงของพวกเขาถูกปล้นไปแล้ว
ในระหว่างปี 1995 ถึง 2013 ได้มีกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ประกอบขึ้นด้วยบุคคลประมาณ 35 คน คอยช่วยจัดหาที่พักและการศึกษาแบบประยุกต์ ออกแบบมาสำหรับผู้พเนจรถูกส่งมายังด่าน 2 โดยตรงจากฟรอนท์รูมส์ ภายในค่าย ผู้นำต่างๆของกลุ่มที่เคยอยู่ในแบ็กรูมส์มาตั้งแต่ปี 1890 จะช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆของแบ็กรูมส์ เช่น เอ็นทิตี้ รายชื่อของด่านต่างๆ วัตถุที่สามารถพบเจอได้ และแม้แต่กลุ่มอื่นๆสองสามกลุ่มที่ควรระวังไว้ในขณะนั้น
เป้าหมายระยะยาวของกลุ่มนี้คือการช่วยให้บุคคลที่เพิ่งโนคลิปเข้ามาใหม่เดินทางผ่านแบ็กรูมส์ไปได้ง่ายยิ่งขึ้น และเพื่อช่วยขจัดอุปสรรคในการเรียนรู้ที่จำเป็นให้ต้องมีการลองผิดลองถูกและเผชิญอันตราย เพื่อเป็นการประกอบกับการสอนเหล่านี้ กลุ่มเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ยังได้ให้บ้านแก่ผู้คน และงานเล็กๆน้อยๆแก่พวกเขา เช่น การไปค้นหาทรัพยากรจากด่าน 2 และด่านอื่นๆโดยรอบ นอกจากครูฝึกแล้ว ก็จะไม่มีผู้พักอาศัยแม้แต่คนเดียวที่จะอยู่ในฐานเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสอนของพวกเขาก็คือการปล่อยให้ผู้อยู่อาศัยของพวกเขาออกไปยังส่วนอื่นๆของแบ็กรูมส์ ด้วยความรู้ที่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาจะสามารถอยู่รอดด้วยตัวเองได้
ในช่วงปีแรกของการดำรงอยู่ของ M.E.G. กลุ่มเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ได้ถูกทำลายลงโดยฝูงฮาวด์ฝูงใหญ่ที่อพยพย้ายถิ่นมา เนื่องจากสมาชิกรุ่นแรกๆ จำนวนมากของ M.E.G. มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ จึงได้มีความพยายามที่จะปกป้องฐานจากการโจมตีเมื่อข่าวได้ถูกแพร่กระจายออกไป อย่างไรก็ตาม ในระหว่างทาง กลุ่มอาสาสมัครของ M.E.G. ที่ได้รับมอบหมายให้ผลักฝูงฮาวด์กลับออกไป ก็ได้ถูกขนาบข้างเข้าโดยแวรงเลอร์ หลังจากที่ได้กลับมารวมกลุ่มกันใหม่ พวกเขาก็เสียฐานทัพไปแล้ว โดยมีผู้อาศัยจำนวนมากที่ถูกฆ่าหรือไม่ก็หลบหนีไปในช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกขึ้น
แม้จะไม่ได้มีจิตวิญญาณที่เหมือนกับกลุ่มเดิม แต่สมาชิกกลุ่มดั้งเดิมสองสามคน รวมไปถึงผู้ที่เต็มใจเข้าร่วมอีกหลายคน ออกเดินทางเพื่อสร้างฐานใหม่ เพื่อที่จะสร้างแนวคิดหลักของกลุ่มใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ "เซอร์ไวเวอร์" ในขณะที่ก็ดำเนินงานภายใต้หลักจริยธรรมเดียวกันกับกลุ่มเก่า พวกเขายังได้เสนอถิ่นที่อยู่ถาวรให้กับผู้คนจำนวนมากที่พวกเขาช่วยเหลือซึ่งเพิ่งมาจากฟรอนท์รูมส์ ทำให้พวกเขาสามารถรวบรวมเสบียงอาหารได้มากขึ้นและป้องกันพวกเอ็นทิตี้ได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคมปี 2014 พวกเขาได้ประสบกับการโจมตีที่ค่อนข้างบ่อยครั้งโดยสิ่งที่ต่อมารู้จักกันในชื่อเรทช์ หลังจากที่ปัญหาได้รับการแก้ไข กลุ่มก็กลับมาทำกิจกรรมตามปกติ อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ไฟดับ พวกเขาก็ได้สลายกลุ่มลง
เหล่าสาวกของเจอร์รี่
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อาศัยอยู่ในตัวด่าน 2 เอง แต่ฐานหลักของเหล่าสาวกของเจอร์รี่ ก็สามารถที่จะถูกเข้าถึงได้อย่างง่ายดายผ่านประตูภายในด่าน มีหน่วยวัดขนาดของด่าน 2 จำนวนมากที่มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มนี้ ด้วยจุดประสงค์ในการวาดแผนที่ที่แม่นยำสำหรับฐานของพวกเขา ในขณะที่หน่วยวัดบางหน่วยมักจะถูกมองว่าชุ่ยและไม่ถูกต้อง แต่ต่อมาหลายๆหน่วยก็ได้ถูกใช้โดย M.E.G. เพื่อใช้ในการตรวจสอบด่านต่างๆ
M.E.G.
กลุ่ม M.E.G. ครอบครองส่วนเล็กๆของด่าน 2 ในช่วงสั้นๆ ซึ่งเดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นฐานรองของฐานอัลฟ่าในด่าน 1 อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่คับแคบประกอบกับเอ็นทิตี้ที่บุกมาเป็นครั้งคราว ทำให้การครอบครองพื้นที่นี้เป็นเรื่องยากสำหรับกลุ่ม M.E.G. ที่กำลังขยายตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มจึงหันไปใส่ความพยายามที่ฐานในด่าน 3 แทน เนื่องจากการจะรักษาฐานในสภาพแวดล้อมที่อันตรายสองฐานนั้นจะยากลำบากเกินไป
ในช่วงปีแรกๆของ M.E.G. แสดงความพยายามที่จะใช้ด่าน 2 สำหรับการขนส่งทรัพยากรเป็นครั้งคราว และก็ยังพยายามที่จะใช้งานด่าน 2 ในการทดลองทำแผนที่ เพื่อที่จะฝึกฝนการไปทำแผนที่ของด่านอื่นๆในภายหลัง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ส่วนหนึ่งกลุ่มซึ่งเรียกตัวเองว่า B.N.T.G. ได้แยกตัวออกไปจาก M.E.G. กิจกรรมเกือบทั้งหมดระหว่าง M.E.G. และด่าน 2 ก็ได้หยุดลง
B.N.T.G.
ภาพที่ดึงมาจากฐานข้อมูลของ B.N.T.G ซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพของ พื้นที่สำนักงาน EL3A ระหว่างการก่อสร้างของมัน
ในฐานะหนึ่งในผู้อยู่อาศัยรายใหญ่ที่สุดของด่าน 2 กลุ่ม B.N.T.G. เข้าครอบครองด่าน 2 นับตั้งแต่ที่มันได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยฐานปฏิบัติการหลักของกลุ่มนั้นจะอยู่ภายในพื้นที่สำนักงาน EL3A อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นกลุ่ม B.N.T.G. ก็เคยที่จะปรับแต่งสภาพแวดล้อมของด่านให้เข้ากับผลประโยชน์ของกลุ่ม โดยระดับประสิทธิผลที่ได้ก็แตกต่างกันไป
หลังจากที่ได้จัดตั้งพื้นที่สำนักงาน EL3A ขึ้นเป็นฐานปฏิบัติการหลัก โดยกระบวนการที่สันนิษฐานว่าจำเป็นต้องใช้การดัดแปลงพื้นที่อย่างหนัก ประกอบกับความช่วยเหลือจากภายนอก กลุ่ม B.N.T.G. ก็ต้องการที่จะเป็นกลุ่มที่ครอบครองด่าน 2 เพียงกลุ่มเดียว ได้มีการระดมความคิดต่างๆระหว่างผู้บริหารของ B.N.T.G. ซึ่งรวมถึงการสร้างทางผ่านที่ปลอดภัยไปยังทางออกที่ทราบแต่ละแห่ง และความพยายามที่จะสร้างที่พักอาศัยในปริมาณมาก ได้มีการตัดสินใจว่าจะมีการสร้างทางรถรางแคบขึ้นใกล้ๆกับพื้นที่สำนักงาน EL3A เพื่อขนส่งทรัพยากรจากด่านอื่นๆมายัง EL3A
หลังจากที่ได้รวบรวมทรัพยากรจากด่าน 11, ด่าน 35 และจากการแลกเปลี่ยนต่างๆในด่าน 82 ทางกลุ่มจึงมีจำนวนแบตเตอรี่รถยนต์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามากเพียงพอที่จะดำเนินโครงการนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังการออกค้นหาทรัพยากรเพิ่มเติม ได้มีการสร้างทางรถรางประมาณ 20 รางขึ้นมา เช่นเดียวกับรถลากจำนวนหนึ่ง ซึ่งแบตเตอรี่ของพวกมันก็ได้ถูกดัดแปลงให้สามารถถูกชาร์จใหม่ได้จากพลังงานไฟฟ้าธรรมชาติของด่าน 2
งานดัดแปลงที่ถูกทำกับหนึ่งในอุโมงค์ของด่าน 2 ก่อนที่จะมีการนำรางมาติดตั้ง
ส่วนหนึ่งของรางที่เสร็จสิ้นแล้วของ B.N.T.G.
หลังจากที่ได้วาดและวางแผนเส้นทางที่รถไฟจะใช้มาเพียงพอแล้ว การทำลายโครงสร้างอุโมงค์ของด่าน 2 จำนวนมหาศาลก็ได้เริ่มขึ้น เพื่อที่จะสร้างพื้นที่โล่ง ได้มีการถอดท่อ สายไฟ และเครื่องจักรส่วนใหญ่ออกไปจากผนังของอุโมงค์ ซึ่งต่อมาจะถูกเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปเป็นวัสดุไว้ใช้แลกเปลี่ยน โดยวัสดุและชิ้นส่วนประกอบจำนวนหนึ่งก็จะถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อใช้ชาร์จแบตเตอรี่ หรือไว้ใช้เป็นอะไหล่สำรองสำหรับรถรางต่างๆ
กระบวนการนี้ แม้จะทำให้เกิดไฟดับขึ้นค่อนข้างบ่อยครั้ง แต่ก็เสร็จสิ้นไปได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ หลังจากนั้น กระบวนการที่ยากกว่าหลายเท่าของการจัดหาและวัดขนาดราง ก็สำเร็จไปได้โดยการวัดร่องในรางลงไปยังพื้นด่าน ซึ่งก็ทำได้โดยการใช้สเกลการวัดที่ใหญ่ขึ้นกับแบบจำลองที่อยู่ภายในด่าน 111 และการจัดหารางมาจากด่าน 172 ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดปัญหากับระบบรางที่หนาเกินไป รวมถึงความลำบากในการแล่นผ่านมุมโค้งต่างๆ แต่การปรับเปลี่ยนรางที่มากพอก็ทำให้ระบบรางเสร็จสมบูรณ์ได้ในที่สุด
ปลายทางของรถไฟสามสายของ B.N.T.G. ในภาพมีทางเข้าถึงโดยตรงไปยัง EL3A จากทางด้านขวา มีรถขนส่งสินค้าอยู่บนรางตรงกลาง มีหัวรถจักรอยู่สองตู้ และแท่นวางสายไฟที่ถูกเก็บเกี่ยวมาจากด่าน 522
ถึงแม้ว่าในตอนแรกการขนส่งสินค้าหลากหลายประเภทเข้ามาจากด่านต่างๆจะถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สำหรับกลุ่ม แต่ปัญหาทางกลไกก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการเพิ่มขนาดของโถงทางเดินให้กว้างยิ่งขึ้นไปแล้วก็ตาม แต่รถรางเหล่านี้ก็มักจะชนเข้ากับกำแพงในขณะที่มันกำลังแกว่งไปมาตามมุมต่างๆ อีกทั้งก็ยังจะมีการตกรางเกิดขึ้น เนื่องจากช่องระหว่างรางที่ไม่เท่ากัน โดยตัวรางนั้นก็มีคุณภาพที่ต่ำอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็ยังคงถูกดำเนินการต่อไปตามปกติ และบางครั้งก็ยังเปิดรับนักเดินทางร่วมโดยสารไปยังด่านอื่นๆด้วย เพิ่มภาระให้กับตู้รถไฟมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ที่พวกมันต้องใช้ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนอะไหล่และชาร์จแบตเตอรี่บ่อยขึ้นกว่าเดิม โดยในบางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องทำการชาร์จกลางทาง
ไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากที่มีการเริ่มขนส่งผู้โดยสาร ไฟฟ้าทั้งหมดของด่าน 2 ก็ได้เกิดการลัดวงจร จากรายงานต่างๆขององค์กร ก็ได้ทราบว่า เมื่อแบตเตอรี่ที่ชำรุดของรถรางได้ถูกเสียบเข้ากับพื้นที่ชาร์จที่กำหนดไว้ พื้นที่ทั้งหมดของ EL3A ก็ได้จมดิ่งลงสู่ความมืด ในตอนแรกก็เชื่อกันว่าเหตุการไฟดับนั้นส่งผลกระทบเฉพาะในพื้นที่ EL3A เท่านั้น ก็ได้มีการค้นพบอย่างรวดเร็วว่าเหตุการไฟดับนี้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง หลังจากที่สมาชิกขององค์กรได้ออกเดินทางเพื่อไปขอความช่วยเหลือที่อื่น
เหตุการณ์ไฟดับ
สภาพของด่าน 2 หลังจากการลัดวงจรโดยสมบูรณ์ของมัน
เหตุการณ์ไฟดับนี้หยุดการทำงานทั้งหมดภายในด่าน 2 และก็ตัดเส้นทางไปยัง ด่าน 126 และ ด่าน 811 ท่อของด่าน 2 เริ่มตันจากสิ่งของที่พวกมันขนส่ง ทำให้ท่อบางส่วนแตก รั่ว และเหม็นฉุนไปด้วยกลิ่นเน่าของสิ่งต่างๆภายในนั้น
แสงไฟที่มีอยู่มากมายภายในด่าน 2 ดับลงในทันที หากไม่หยุดการทำงานก็ระเบิดออก ได้มีการมอบไฟฉายจำนวนมากให้กับกลุ่มคนที่ต้องการจะสำรวจด่าน 2 หลังจากที่ข่าวเกี่ยวกับความเสียหายได้แพร่กระจายออกไป ทางเข้าหลายๆทางถูกปิดกั้น และบางส่วนก็หยุดทำงานเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้า โดยประตูบางบานที่เคยถูกล็อกไว้ของด่าน 2 ก็เปิดออก
เหตุการณ์ไฟดับนี้กินเวลาไปกว่าสองปี โดยที่จู่ๆทุกชีวิตก็หลั่งไหลกลับเข้าสู่ด่าน 2 อีกครั้ง หลอดไฟเริ่มกลับมาส่องสว่าง ท่อเริ่มกลับมาขนส่งวัตถุผิดปกติ และเครื่องจักรก็ค่อยๆเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง ระบบรถรางที่กลุ่ม B.N.T.G. สร้างขึ้นได้ถูกทิ้งร้าง ส่วนตัวกลุ่มเองก็ได้ย้ายจากฐานชั่วคราวของพวกเขาในด่าน 4 กลับเข้าไปยัง EL3A อย่างเงียบๆ
ยังมีบางส่วนของด่าน 2 ที่ยังคงติดอยู่ภายในสถานะไฟตก ซึ่งพื้นที่นั้นก็มีไฟเพียงไม่กี่ดวงที่ใช้งานได้ เนื่องจากการค้นพบของด่านที่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยมากกว่า เช่น ด่าน 11 หรือด่าน 186 กลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยจำนวนมากจึงเลือกที่จะย้ายไปยังด่านที่มีมาตรฐานการครองชีพและเสบียงอาหารที่ดียิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ากลุ่ม B.N.T.G. ยังคงใช้พื้นที่สำนักงาน EL3A เป็นฐานปฏิบัติการหลักอยู่เหมือนเดิม แต่ไม่มีกลุ่มที่โดดเด่นใดๆอาศัยอยู่ภายในด่าน 2 นับตั้งแต่เกิดที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
เอ็นทิตี้
เนื่องจากที่ด่าน 2 จะได้รับการสำรวจและทำแผนที่อยู่บ่อยครั้ง จึงมีการบันทึกเอ็นทิตี้ทั่วไปและเอ็นทิตี้เฉพาะด่านหลากหลายตัวที่อยู่ภายในด่านนี้ นอกจากนี้ ด้วยความที่ด่าน 2 นั้นครั้งหนึ่งเคยเป็น "ศูนย์กลางทางสังคม" เอ็นทิตี้จำนวนมากที่รู้จักกันดีในยุคปัจจุบัน เดิมทีก็จะถูกค้นพบขึ้นที่นี่
ยิ้มวิปลาสเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของด่าน 2 มาโดยตลอด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น พวกมันก็กลายมาเป็นเอ็นทิตี้หลักที่ใครๆก็พบเจอได้ภายในด่าน เนื่องจากสัญชาตญาณที่รักความมืดมิดของพวกมัน ยิ้มวิปลาสจึงถูกดึงดูดไปยังด่าน 2 หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์ไฟดับขึ้น รังและชุมชนที่มีอยู่แล้วของพวกมันขยายใหญ่ขึ้นหลังจากที่ด่านได้จมดิ่งลงสู่ความมืด และแม้ว่าด่านจะได้กลับเปิดทำงานอีกครั้งแล้ว ยิ้มวิปลาสก็ยังคงรักษาจำนวนประชากรที่สูงลิบของพวกมันเอาไว้ได้
ตรงกันข้ามกับยิ้มวิปลาส มอธยักษ์ได้ลดจำนวนลงเรื่อยๆภายในด่าน 2 ในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมา เนื่องจากพวกมันจะถูกดึงดูดโดยแสง มอธยักษ์จำนวนมากจึงได้ออกไปจากด่าน 2 หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์ไฟดับขึ้น ซึ่งตัวที่ไม่ได้ออกไปก็ตกเป็นเหยื่อของเอ็นทิตี้ตัวอื่นๆ ตลอดช่วงปีที่เกิดเหตุการณ์ไฟดับขึ้นนั้น มอธยักษ์ก็แทบที่จะไม่มีตัวตนอยู่ภายในด่าน 2 เลย
มอธยักษ์ได้พัฒนาตนเองให้มีขนาดเล็กลงในด่าน 2 เนื่องจากจำนวนเสบียงอาหารที่พวกมันบริโภคได้มีอยู่น้อย และเพื่อให้พวกมันสามารถบินไปตามทางเดินแคบๆได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับมอธยักษ์ส่วนใหญ่ พวกมันมักจะมีพฤติกรรมที่ค่อนข้างเชื่อง แต่ก็ไม่แนะนำให้พยายามมีปฏิสัมพันธ์กับพวกมันอยู่ดี
คลัมป์เป็นหนึ่งในสิ่งที่พบเจอได้บ่อยที่สุดในด่านนี้ ทั้งก่อนและหลังไฟดับ ด้วยลักษณะของด่าน 2 พวกมันจึงมักจะดักล่าผู้พเนจรอยู่ที่จุดบอดต่างๆ แล้วจึงกระโจนเข้าใส่ผู้พเนจรในทันทีที่พบเห็น
ในช่วงที่เกิดไฟดับขึ้น ลัทธิของเจอร์รี่ก็พบว่าการลักพาตัวผู้พเนจรเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอาศัยอยู่ในด่าน 2 นั้นทำได้ง่ายกว่าวิธีปกติ สมาชิกลัทธิแต่ละคนจะจดจำพื้นที่รอบๆประตูที่นำไปสู่ห้องของเจอร์รี่ และสอดแนมรอบๆพื้นที่เพื่อค้นหาผู้พเนจรที่ไม่เต็มใจ เพื่อที่จะได้นำกลับไปยังฐานบ้าน
เมื่อแสงสว่างกลับมาติดอีกครั้ง พิธีปฏิบัตินี้ก็หยุดลงภายในไม่กี่วัน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรนี้ได้ทำการดำเนินงานน้อยลงในด่าน 2 และมากขึ้นในด่านอื่นๆ เช่น ด่าน 712 ในขณะที่ห้องของเจอร์รี่ก็ยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นหนึ่งในทางออกของด่าน 712 การดำเนินงานทั่วไปของทั้งกลุ่มและเอ็นทิตี้ได้ลดน้อยลงเป็นอย่างมากในด่าน 2
แม้ว่าในด่าน 2 พวกมันจะไม่ได้โดดเด่นมากนัก ฮาวด์ก็เคยเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้บ่อยในบรรดาผู้พเนจร พวกมันมักจะเดินทางช้าๆกันเป็นฝูง และยังคงแสดงพฤติกรรมเดิมๆเหมือนกับศตวรรษที่ผ่านๆมา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดแม้จะในช่วงที่ไฟของด่าน 2 ดับลงและกลับมาติดขึ้นอีกครั้ง จนถึงทุกวันนี้ฮาวด์ก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่พบเจอได้ค่อนข้างบ่อยในด่าน 2 แต่ก็ยังไม่มีความสำคัญพอให้ต้องลงรายละเอียดลึก
เป็นเอ็นทิตี้ที่ชาญฉลาดอย่างเหลือเชื่อ บุคคลไร้โฉมได้อาศัยอยู่ในด่าน 2 ในรูปแบบต่างๆมาก่อนเหล่าแมคคีน่าซะอีก แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบอารยธรรมใดๆก็ตาม เอ็นทิตี้ตัวนี้มักจะเดินเตร็ดเตร่ไปในห้องโถงเป็นกลุ่ม และก็จะไม่โจมตีเว้นแต่จะถูกรบกวนมากพอ
บุคคลไร้โฉมส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภท "ผู้ใหญ่" แต่ในอดีตก็เคยมีการบันทึกถึงบุคคลไร้โฉมประเภท "เด็ก" เอาไว้บ้าง แม้ว่าบุคคลไร้โฉมประเภทเด็กจะเก่งกว่าในการเอาชีวิตรอดภายในด่าน 2 ก็ตาม
ถึงแม้พวกมันจะยังคงอยู่ในด่านที่อยู่ในช่วงไฟดับ จำนวนประชากรของบุคคลไร้โฉมก็ได้ลดลงเนื่องจากการลักพาตัวของลัทธิเจอร์รี่ แม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จในการลักพาตัวผู้พเนจร แต่ท้ายที่สุดแล้วกลุ่มนี้ก็เริ่มลักพาตัวบุคคลไร้โฉมโดยบังเอิญหลังจากที่กลุ่มผู้พเนจรได้ค่อยๆลดหายไป
สกิน-สติลเลอร์เคยเป็นเอ็นทิตี้ที่อาศัยอยู่ในด่าน 2 ก่อนเกิดไฟดับ ก่อนที่พวกมันจะออกจากด่าน 2 ไป สกิน-สติลเลอร์เป็นภัยคุกคามที่อันตรายอย่างยิ่งต่อผู้อยู่อาศัยในด่าน 2 เนื่องจากความร้อนที่สูงในบางพื้นที่จะทำให้พวกมันก้าวร้าวยิ่งขึ้น และละลายผิวหนังที่พวกมันสวมใส่ให้ยุ่ยเปื่อย เนื่องจากความหงุดหงิดและหิวโหยของพวกมัน สกิน-สติลเลอร์จึงมักแสดงลักษณะนิสัยที่ดุร้าย และบ่อยครั้งพวกมันก็มักจะบุกไปทั่วห้องโถงเพื่อค้นหาอาหารมากิน
เมื่อด่าน 2 หยุดทำงานลง หลังจากที่ผู้พเนจรส่วนใหญ่หลบหนีออกไปหรือถูกฆ่าทิ้ง สกิน-สติลเลอร์ก็ได้พากันแยกย้ายออกไปจากด่านอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสกิน-สติลเลอร์นั้นกินมนุษย์เป็นเพียงอย่างเดียว พวกมันจึงถูกทิ้งเอาไว้โดยแทบไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย ทำให้พวกมันส่วนใหญ่ต้องหนีออกไปหรือไม่ก็อดตาย แต่เมื่อไฟกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง ก็ดูเหมือนว่าเหล่าสกิน-สติลเลอร์จะไม่กลับมาอีก และตอนนี้พวกมันก็ได้ไปอาศัยอยู่ในด่านอื่นๆของแบ็กรูมส์แทน
เนื่องจากธรรมชาติของการมีอยู่ของเรทช์ เอ็นทิตี้เหล่านี้จึงสามารถมีอยู่ได้ในทุกๆด่าน ด่าน 2 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น อย่างไรก็ตาม การค้นพบเรทช์ของ M.E.G เกิดขึ้นครั้งแรกที่ด่าน 2 ในปี 2014 ซึ่งก็เป็นปีเดียวกับที่กลุ่มนี้ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ
สามารถที่จะพบเห็นเอ็นทิตี้เหล่านี้ได้ทั่วไปในด่าน 2 และด่านอุตสาหกรรมในร่มอื่นๆโดยรวม ที่น่าสนใจก็คือซากศพของหนูปรวนแปรนั้นสามารถถูกพบได้บ่อยกว่าตัวหนูปรวนแปรเองด้วยซ้ำ เนื่องจากพวกมันจำนวนมากจะถูกฆ่าโดยสิ่งมีชีวิตอื่น และขาดอากาศหายใจหรือถูกย่างสดอยู่ภายในเครื่องจักรต่างๆ
นอกจากนี้ ก็ดูเหมือนว่าหนูปรวนแปรในด่าน 2 จะสละขนออกทั้งหมดเพื่อเอาตัวรอดจากอุณหภูมิที่ร้อนของด่านนี้ หลังจากในระหว่างและหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไฟดับขึ้น พื้นที่ที่ร้อนของด่าน 2 ก็ได้ลดจำนวนลงไปอย่างมาก แต่หนูปรวนแปรในด่าน 2 ก็ยังคงรักษาการกลายพันธุ์ดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าการกลายพันธุ์นี้จะค่อยๆหายไปเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่ หรือจะถูกแทนที่ด้วยการปรับตัวใหม่ไปเลย
เริ่มแรกถูกค้นพบโดย M.E.G หลังจากการล่มสลายของเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ แวรงเลอร์เป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยครั้งภายในด่าน 2 ถึงแม้ว่ามันจะมีจำนวนประชากรอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม โดยมีข้อยกเว้นเป็นแวรงเลอร์รุ่นเยาว์ ที่ก็ยังไม่เคยมีการพบเห็นเลยสักครั้งในด่าน 2 เอ็นทิตี้เหล่านี้สามารถมุดดินไปตามด่านต่างๆได้ โดยการโนคลิปผ่านพื้นดินและโผล่ขึ้นมาใหม่ที่บริเวณอื่น
พวกมันจะทำสิ่งนี้แม้จะในช่วงที่ไฟดับ แวรงเลอร์—โดยเฉพาะแวรงเลอร์ตัวผู้—มักจะล่าเหยื่อโดยการมุดลงลึกไปหลายเมตรในด่าน 2 แต่ละครั้ง และจากนั้นก็พุ่งเข้าไปในโถงทางเดินและฉกเหยื่อที่ใกล้ที่สุดที่มีอยู่ก่อนที่พวกเขาจะมีเวลาตอบสนอง ก่อนจะมีการค้นพบแวรงเลอร์ในยุคปัจจุบัน มีเรื่องราวมากมายจากกลุ่มเก่าๆ หรือกลุ่มที่สลายตัวไปแล้ว เช่น ผู้สูญหาย, แมคคีน่า หรือ กลุ่มลีดเดอร์ เกี่ยวกับผู้คนที่หายตัวไปในด่าน 2 อย่างอธิบายไม่ได้ หลังจากการค้นพบและการวิจัยในภายหลังเกี่ยวกับแวรงเลอร์ การหายตัวไปในสมัยก่อนจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับการโจมตีของแวรงเลอร์
ทางเข้าและทางออก
เนื่องจากที่มีความเข้าใจในด่าน 2 เป็นอย่างดีในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา จึงได้มีการค้นพบทางเข้าและทางออกที่มากมายซึ่งนำไปสู่ด่านปกติ ด่านย่อย และด่านลึกลับอื่นๆ
ทางเข้า
ด่าน 2 จะสามารถถูกเข้าถึงได้ง่ายที่สุดจากด่าน 1 ผ่านทางเดินที่เหมือนจะยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีผู้พเนจรหลายๆคนที่ได้เข้าสู่ด่าน 2 โดยตรงจากฟรอนท์รูมส์ ข้ามด่าน 0 ที่เทียบได้กับนรกไป
- ภายในระบบถ้ำที่น่าสับสนของด่านนี้ ในบางครั้งก็จะมีท่ออากาศหรือช่องระบายอากาศขนาดเล็กปรากฏขึ้นภายในกำแพงหิน ในขณะที่ส่วนใหญ่นั้นมีขนาดที่เล็กเกินไปที่จะสามารถปีนเข้าไปได้ การเข้าสู่อันที่มีขนาดใหญ่พอจะนำไปสู่ด่าน 2
- การเดินผ่านประตูของอาคารสุ่มๆ หลักๆแล้วอาคารพวกที่ไม่มีการตกแต่งภายใน มีโอกาสที่จะนำไปสู่ด่าน 2 ในหมู่ของด่านอื่นๆ
- การสำรวจโถงห้องเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ จะทำให้สามารถปรากฏตัวขึ้นในด่าน 2 หรือด่าน 4 ได้โดยฉับพลัน
- การสัมผัสหรือโนคลิปผ่านภูมิประเทศแทบใดๆ ภายในส่วนคลิปต์พาร์คของด่าน 84 เป็นระยะเวลานานอาจจะทำให้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังด่าน 2
- การปีนเข้าไปในเตาเผาศพภายในด่านข้างต้นจะทำให้คุณไปถึงด่าน 2 ด้วยตนเอง
- เมื่อกำลังขึ้นบันไดหรือใช้ลิฟต์อยู่ ผู้พเนจรสามารถมาถึงด่าน 2 ได้ เช่นเดียวกับด่านอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน
- การเข้าสู่อุโมงค์รถไฟใต้ดินภายในสถานีเมษ ก่อนที่รถไฟจะมาถึงจะนำไปสู่ด่าน 2
- เมื่อได้เข้าสู่น้ำตกภายในถ้ำของด่านนี้ จะมีโอกาสเล็กน้อยที่จะได้เข้าสู่ด่าน 2 เช่นเดียวกับระด่านอื่นๆ อีกหลายด่าน
- เมื่อเดินทางลงไปสามไมล์ตามทางเดิน จะทำให้สามารถมาถึงภายในด่าน 2 ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งใกล้กับพื้นที่สำนักงาน EL3A
- ทางเดินบางจุดที่เชื่อมร้านค้าต่างๆ ของด่าน 480 เข้าด้วยกัน บางครั้งอาจนำไปสู่ด่าน 2 แทนที่จะเป็นปลายทางเป้าหมายที่แท้จริง
- เมื่อได้ดำดิ่งลงไปในชุดสายไฟหนาบนด่าน 522 จะสามารถไปถึงด่าน 2 ได้เมื่อโผล่ออกมาอีกครั้ง
ทางออก
ทางออกจากด่าน 2 ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ค้นหาง่ายที่สุด และถูกใช้บ่อยที่สุดมาในรูปแบบของทางออกไปยังด่าน 1, ด่าน 3 และบ่อยครั้งแม้กระทั่งด่าน 4 ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในรูปของประตูที่ไม่ได้ถูกล็อคเอาไว้ ทางออกเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้เป็นจุดสังเกตได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้พเนจรในปีที่ผ่านมามักจะทิ้งป้ายหรือคำจารึกไว้ตามผนังของประตูที่ผิดปกติซึ่งนำไปสู่ด่านที่สูงกว่าเหล่านี้
ถึงแม้จะไม่ได้มีทางออกทั้งหมดของด่าน 2 อยู่ แต่วิธีส่วนใหญ่ในการออกจากด่าน 2 นั้นมาจากประตูผิดปกติต่างๆ ที่สามารถพบเห็นได้กึ่งบ่อยครั้ง เพื่อประโยชน์ในการจัดหมวดหมู่ ส่วนทางออกจึงได้แบ่งออกเป็นหลายส่วน
- หากได้พบกับประตูไม้อัดในด่าน 2 จะสามารถเข้าสู่ด่าน 31 และด่าน 127 ได้ ในแนวทางเดียวกัน ประตูไม้ที่ดูเก่าจะนำไปสู่ด่าน 137 แทน
- ประตูใดๆในด่าน 2 ที่ดูใหญ่กว่าประตูปกติจะนำไปสู่ด่าน 283 โดยที่มันจะถูกทาสีเอาไว้ด้วยสีรุ้ง
- ประตูที่ถูกปลดล็อคเอาไว้บางบานจะพาไปยังด่าน 101 แทนที่จะเป็นห้องรูปแบบสุ่มที่สามารถปรากฏได้ในด่าน 2 ในแนวทางเดียวกัน ประตูที่ปลดล็อคที่มีเสียงเปียโนสะท้อนออกมาจากอีกด้านจะนำไปสู่ด่าน 126
- การเปิดและเข้าไปในประตูโลหะจะนำไปสู่ด่าน 141
- ประตูสีฟ้าใดๆ ในด่าน 2 จะนำไปสู่ด่าน 175 และในทางกลับกัน ประตูสีชมพูทั้งหมดในด่าน 2 ก็จะนำไปสู่ด่าน 997
- สามารถเข้าถึงด่าน 811 ได้โดยการตามไฟกะพริบสีน้ำเงินบนท่อในด่าน 2 ไปยังประตูที่มีใบมีดของแมคคีน่าฝังอยู่ การดึงมีดจะนำไปสู่ด่าน 811 ในช่วงที่ไฟดับลง ทางออกทั้งหมดไปยังด่าน 811 ได้หยุดทำงาน และมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่กลับสู่ปกติตั้งแต่ด่านได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง
- มันเป็นหนึ่งในทางออกหาได้ง่ายขึ้นกว่าทางอื่นๆประตูที่เหมือนกับลิฟต์จะนำไปสู่ด่าน 998
- ห้องใดๆหลังประตูของด่าน 2 ที่ดูเหมือนกับบ้านที่ได้รับการตกแต่งอย่างครบครันจะนำไปสู่ด่าน 64
- ด้วยเหตุผลที่ยังไม่ทราบ พื้นที่ใดๆของด่าน 2 ที่ร้อนเกินสมควรกลายเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับการโนคลิปเข้าสู่ด่าน 127 เช่นเดียวกับทางออกสู่ด่าน 811 ทางออกเฉพาะนี้จะหยุดทำงานในช่วงที่ไฟดับ
- โดยสำรวจห้องโถงให้นานพอ หรือโดยการหาทางเดินเล็กๆในมุมตั้งฉากกับส่วนที่เหลือของแผนผังด่าน 2 ก็ได้จะพบว่าตัวเองว่าอยู่ในด่าน 158 หรือด่าน 902 ตามลำดับ