ด่าน 41 - "ทะเลดำ"
คะแนน: +2+x

SURVIVAL DIFFICULTY:

Class E

  • ไม่ปลอดภัย
  • สภาพแวดล้อมไม่เป็นมิตร
  • จำนวนเอ็นทิตี้ต่ำ
215plank.jpg

แท่นไม้กระดานที่เป็นทางตัน ต่อตรงไปยังบ่อน้ำมันที่กำลังเดือดระอุของด่าน 41

คำอธิบาย

ด่าน 41 เป็นบ่อยางมะตอยที่เดือดระอุ ปะทุเป็นฟอง ร้อนเป็นไฟ ล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายสีดำถ่าน และปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาที่คอยบดบังสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่เอาไว้ตลอดเวลา แม้จะมีการสันนิษฐานว่าน้ำมันดินของมันอยู่ในตำแหน่งเดิมมาเป็นหลายร้อยหรือหลายพันปีแล้วก็ตาม1 แต่มันก็ไม่เคยสูญเสียความร้อนใดๆ หรือปฏิกิริยาที่รุนแรงของมันกับอากาศ

น้ำมันดินนี้จะเดือดอย่างคงที่อยู่ที่อุณหภูมิ 95 °C ราวกับว่ามันยังสดอยู่2 ด้วยอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ประกอบกับควันที่ทั้งฉุนและเป็นพิษ ทำให้มันสามารถทำให้ผู้เพนจรที่ได้มาถึงด่านนี้วิงเวียนศรีษะได้อย่างรวดเร็ว การอยู่ใกล้น้ำมันดินเหล่านี้เป็นเวลานานมักนำไปสู่การเป็นลม เจ็บป่วย หรือการอาเจียนอันเป็นจากผลทั้งสองอย่างร่วมกัน นอกจากนี้ การสัมผัสกับน้ำมันดินนี้แม้ไม่ได้สัมผัสผิวหนังโดยตรง ก็สามารถทำให้เกิดการเผาไหม้บนเนื้อได้อย่างรวดเร็ว การอยู่ใกล้ชิดทางกายภาพกับมันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่ใกล้มากกว่าช่วงเวลาหนึ่งวินาที ก็สามารถทำให้ผิวและเนื้อละลาย ติดกับวัสดุอื่น หรือแม้กระทั่งหลอมรวมกับชั้นผิวของน้ำมันดินได้

215sunken.jpg

ตอม่อคอนกรีตที่ค่อยๆ จมลงไปในน้ำมันดิน ภาพนี้คือสภาพที่มันเกือบจะจมอยู่ใต้น้ำมัน

ความลึกของน้ำมันดินนั้นจะอยู่ในระดับที่ตื้นเป็นอย่างมาก ซึ่งก็ทำให้ทรายสีถ่านของด่านสามารถแทรกผ่านพื้นผิวของน้ำมันดินขึ้นมาได้เป็นระยะๆ พวกมันจะก่อตัวกันเป็นหย่อมเกาะเล็กๆซึ่งก็กระจายตัวออกไปเป็นกระจุกๆ และเนื่องจากที่ทรายบนเกาะเหล่านี้จะมีความร้อนที่สูง จึงไม่แนะนำให้ผู้พเนจรยืนอยู่บนพื้นทรายเป็นเวลานาน แม้ว่าทรายเหล่านี้จะไม่มีสิ่งประกอบอื่นๆ นอกจากกระดูกสัตว์ที่ตั้งอยู่เป็นครั้งคราว และร่างไม้แห้งๆของพุ่มไม้ที่ตายไปแล้ว แต่พวกมันก็ยังมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดในด่าน เนื่องจากที่พวกมันเป็นเพียงหนึ่งในสองวิธีที่ปลอดภัยในการเดินทางผ่านด่าน 41 ซึ่งอีกวิธีหนึ่งก็คือการใช้สะพานเทียบเรือ

สำหรับวิธีการเดินทางข้ามบ่อน้ำมันอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้พเนจรสามารถที่จะเดินไปตามสะพานข้ามหรือสะพานเทียบเรือต่างๆ ที่ถูกยกให้สูงขึ้นกว่าหรือบ่อยครั้งก็จมอยู่ในน้ำมันดินได้ ฐานรองรับของสะพานเหล่านี้มักจะทำมาจากคอนกรีตหรือโลหะ โดยจะมีโครงสร้างไม้ซึ่งประกอบกันเป็นขาส่วนที่เหลือ รวมไปถึงบริเวณทางเดินด้วย ทางเดินเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับเกาะโดยตรง เนื่องจากพื้นที่ถูกยกขึ้นมาตั้งแต่ 2 ถึง 6 เมตรจากระดับพื้นดิน3 เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นบนไม้แห้งในสะพานไม้บางส่วนเนื่องจากฟองที่ได้ปะทุขึ้นมาจากน้ำมันดิน ซึ่งก็จะทำให้แท่นเหล่านี้จำนวนมากเกิดติดไฟขึ้น และถูกเผาจนไม่เหลืออะไรเลยนอกจากคานคอนกรีตเปล่าๆ

เป็นที่ทราบกันดีว่าทรายที่อยู่ใต้น้ำมันดินมักจะถล่มลง ทำให้เกิดสิ่งที่คล้ายกับทรายดูด ทำให้แท่นบางส่วนเริ่มจมลงในน้ำมันดินจนกระทั่งแท่นทั้งหมดจมอยู่ภายใต้น้ำมัน และต่อมาก็จะถูกเผาไหม้เมื่อส่วนที่เป็นไม้จมลงมาถึงผิวน้ำมันดิน4 แม้ว่าจะไม่ค่อยเกิดขึ้นก็ตาม แต่ไฟเหล่านี้ก็สามารถแพร่กระจายไปยังสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้อื่นๆในด่านได้ บางครั้งก็ทำให้เกิดไฟขนาดใหญ่ภายในทะเลสาบที่สามารถแพร่กระจายไปได้ทั่วทั้งชั้นพื้นผิวทั้งหมดของน้ำมันดิน

สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่อาจจมอยู่ในน้ำมันดินมีดังต่อไปนี้:5

  • เสาโทรเลข
  • เสาไฟฟ้าขนาดเล็ก
  • หลังคามุงกระเบื้องของสิ่งที่น่าจะเป็นบังกะโล
  • แท่งโลหะ
  • หลังคาเรียบของตึกแถวอิฐ
  • วัตถุผิดปกติอื่นๆ6
215wide.jpg

แท่นรองรับที่ถูกเผาและจมลงไปในน้ำมันดินบางส่วน พร้อมกับเสาโทรเลขกับแท่นทางเดินเดี่ยวแท่นหนึ่ง

การเดินทางผ่านด่าน 41 นั้นยากจนอย่างน่าเหลือเชื่อ ผู้ที่รอดชีวิตจากน้ำมันดินที่เดือดระอุและควันพิษของมันมักจะออกจากด่านด้วยบาดแผลรอยไหม้ หรือพื้นรองเท้าที่ไหม้เกรียม ผู้เพนจรที่โชคร้ายหลายคนที่มาถึงด่าน 41 มักจะถูกปล่อยทิ้งไว้บนเกาะเล็กๆ ที่ขาดทางเชื่อมต่อกับพื้นดิน สะพานเทียบเรือ หรือทางออกจากด่านอื่นๆ จนทำให้พวกเขาขาดน้ำหรือได้รับพิษจากควันของน้ำมันดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีเหตุการณ์อับโชคและความล้มเหลวเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ก็เคยมีการสำรวจที่ประสบความสำเร็จในด่านนี้โดยกลุ่มอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ข้อมูลที่ทราบในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับด่านมากขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีความลึกลับอย่างหนึ่งที่ยังคงครอบงำบันทึกทั้งหมดที่กำลังถูกเขียนอยู่ในปัจจุบัน รอบทะเลสาบทรงกลมนั้นจะมีเนินทรายสูงตระหง่านสูงประมาณสิบห้าเมตรก่อนจะลดระดับลงมาอีกด้านจนลับตา และถึงแม้จะเคยมีความพยายามในการสำรวจ แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงที่ไหนก็ได้ที่ใกล้กว่า 50 เมตรของเนินทรายได้เลย เนื่องจากวัตถุที่สามารถใช้การเดินทางไปได้ทั้งหมดไม่มีอยู่ในระยะทางใดๆเกินกว่าตัวเลขนั้นๆ

เนื่องจากการเดินข้ามน้ำมันดินนั้นเป็นไปไม่ได้ และการนำเข้าวัสดุก็ทำไม่ได้เช่นกัน ความหวังที่จะไปถึงเนินทรายเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อม จากการใช้กล้องโทรทรรศน์และกล้องส่องทางไกล สิ่งที่รวบรวมได้เพียงเล็กน้อยก็คือทรายเหล่านี้ก็แห้งแล้งพอๆกับเกาะทั่วๆไปในด่าน มีการคาดการว่าพื้นที่ที่สูงขึ้นไปของเนินทรายมีตัวอย่างที่มีชีวิตอยู่ของพุ่มไม้ที่ตายแล้วซึ่งพบได้บนเกาะของบ่อน้ำมัน แม้จะมีสัญญาณของชีวิตตามทฤษฎีนี้ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดอื่นใดที่สามารถอนุมานจากเนินทรายนี้ได้ หากมันมีอะไรให้คาดเดาเลยแม้แต่น้อย

ฐาน ด่านหน้า และชุมชน

215group.jpg

ซากโลหะที่จมอยู่ใต้น้ำมันดินของกลุ่มในอดีตที่เคยอาศัยอยู่ที่ด่าน 41

แม้ว่าจะยังไม่มีฐาน ด่านหน้า หรือชุมชนที่รู้จักในด่านนี้ แต่เมื่อก่อนหน้านี้ก็เคยมีความพยายามในการสร้างฐานโดยกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรขนาดใหญ่ใดๆ กลุ่มเหล่านี้ซึ่งทราบว่ามีอยู่ประมาณ 10 กลุ่มในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขาจะอยู่บนเกาะขนาดใหญ่และพยายามที่จะสร้างสะพานไปยังเกาะที่ห่างไกลออกไป เพื่อช่วยผู้พเนจรที่มาถึงเกาะเหล่านี้เมื่อได้เข้ามายังด่านนี้

แต่ก็ไม่ใช่ทุกกลุ่มที่จะไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว โดยคาดว่าได้มีกลุ่มหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวสายไฟทองแดงจากเสาโทรเลข อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดทุกกลุ่มก็ยอมจำนนต่ออันตรายโดยกำเนิดของน้ำมันดินที่เดือดปุด ควันที่เป็นพิษ และการขาดแคลนวัตถุที่สามารถใช้บริโภคได้ของด่าน 41 ซึ่งทำให้ไม่สามารถอยู่อาศัยในระยะยาวได้ ถึงแม้ว่าเศษซากที่เหลือของกลุ่มเหล่านี้บางส่วนนั้นจะยังคงอยู่ แต่พวกมันก็สามารถที่จะกลมกลืนไปกับซากของทางเดินและสิ่งปลูกสร้างที่จมอยู่ใต้น้ำมันดินตามธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย

คอลลาเจนเลวีอาธานส์

215entity.jpg

หัวของคอลลาเจนเลวีอาธานที่มาจากด่าน 41 ซึ่งถูกเก็บไว้ในหนึ่งในตู้โชว์ของด่าน 222

แม้ว่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างหายาก แต่ด่าน 41 เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายปลาไหลซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำมันดิน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีรูปร่างของเนื้อ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หรืออวัยวะอื่นๆ และมีลักษณะคล้ายกับกระดูกที่กลายเป็นฟอสซิล ซึ่งดูเหมือนกับส่วนผสมแปลกๆ ของ งู ปลาไหล และปลาแซลมอน พวกมันสามารถยาวได้ตั้งแต่ 7-20 ฟุต

พวกมันใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่ลึกลงไปใต้น้ำมันดิน ซึ่งก็สันนิษฐานว่าพวกมันจะจำศีลเป็นเวลานานภายในน้ำมันดังกล่าว สมมติฐานนี้ส่วนใหญ่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าน้ำมันดินในบางครั้งจะมีการกระจัดของปริมาตรที่สามารถสังเกตได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เกือบจะรับประกันได้ว่ามีอยู่ภายในน้ำมันดิน เนื่องจากบ่อน้ำมันดินนั้นมีความหนืดสูงและขนาดที่ค่อนข้างเล็ก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีกลุ่มใดที่มีเครื่องมือที่จำเป็นในการบันทึกใต้น้ำมันดิน พฤติกรรมที่แท้จริงของ คอลลาเจนเลวีอาธานส์เมื่ออยู่ใต้น้ำมันดินจึงไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด และก็น่าจะไม่มีวันเป็นที่รู้กัน

เมื่อไม่ได้จำศีลอยู่7 สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็มักจะพุ่งออกมาจากในน้ำมันดิน—ซึ่งก็สามารถสร้างการกระจัดปริมาตรจนมองเห็นได้—และดำลงไปในน้ำมันดินคล้ายกับปลาโลมา แม้ว่าสิ่งนี้ดูเหมือนจะทำไปโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน นอกเหนือจากความเป็นไปได้ที่มันต้องการทำให้ตัวมันเย็นลงจากการจมอยู่ในน้ำมันดินนานเกินไป เอ็นทิตี้เหล่านี้จะสาดสารในทะเลสาบไปทั่วด่านโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อใดก็ตามที่พวกมันทำการดำลงไปแบบโค้ง ซึ่งก็ทราบกันว่าจะสามารถทำให้ผู้พเนจรพิการหรือทำให้สะพานเรือต่างๆติดไฟได้

แม้จะไม่มีสสารในร่างกายใดๆ ยกเว้นแต่โครงกระดูกขนาดใหญ่ที่เป็นฟอสซิลของมัน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นสัตว์กินเนื้อโดยกำเนิด และบางครั้งก็ออกล่าผู้พเนจร ด้วยวิธีการที่ไม่รู้จัก แม้จะไม่มีขาดอวัยวะใดๆ แต่คอลลาเจนเลวีอาธานก็สามารถ "รับรู้" การปรากฏตัวของผู้พเนจรในบริเวณใกล้เคียงเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาอยู่ที่ขอบเกาะหรือบนสะพานเรือ เมื่อมันรับรู้ถึงการปรากฏตัวของผู้พเนจรในบริเวณใกล้เคียง พวกมันก็จะกระโดดออกจากทะเลสาบ—เหมือนกับการดำน้ำแบบธรรมดาของมัน—และจะจับผู้พเนจรไว้ในกรามของพวกมัน แล้วก็มุดกลับเข้าไปในน้ำมันดิน

ไม่ทราบว่าคอลลาเจนเลวีอาธานส์กินอาหารอย่างไร(หรือแม้แต่ว่ามันกินอาหารหรือไม่) ไม่ทราบด้วยซ้ำการกินแบบสมมุติของมันเป็นสิ่งที่ฆ่าเหยื่อของมัน หรือจะเป็นน้ำมันดินที่คุกรุ่นที่ฆ่าเหยื่อของมัน อันที่จริง สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเหยื่อในช่วงเวลาหลังจากการพาตัวไปนั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากเสียงกรีดร้องของเหยื่อจะถูกกลบทันทีเมื่อได้จมลงไปในน้ำมันดิน และไม่มีเหยื่อรายใดรอดชีวิตจากการถูกคอลลาเจนเลวีอาธานดึงไปเพื่อกลับเล่าขานถึงความสยดสยองใดๆ ที่พวกเขาได้พบ


ทางเข้าและทางออก

ทางเข้า

  • ภายในห้องหม้อไอน้ำของด่าน 5 อาจมีน้ำมันดินหยดจากท่อที่เชื่อมต่อกันเป็นครั้งคราวแทนที่จะเป็นน้ำอัลมอนด์ การยืนอยู่เหนือน้ำมันดินที่กำลังหยดลงมานี้จะส่งผลให้ผู้ยืนถูกเคลื่อนย้ายไปยังด่าน 41
  • ในบางครั้ง ผนังสีดำสนิทของด่าน 6 อาจให้ความรู้สึกลื่นและเหนียวเหนอะหนะ แทนที่จะเป็นพื้นผิวเรียบลื่นไร้รูปร่างตามปกติ การได้รับสารนี้มากเกินไปบนมือจะส่งผู้รับไปยังด่านนี้ ตำแหน่งของกำแพงผิดปกติเหล่านี้จะไม่ถูกล็อคไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่ดูเหมือนว่ามันจะย้ายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่มันถูกค้นพบโดยผู้พเนจร
  • ภายในบ้านของด่าน 7 ใต้พรมบนพื้นที่จมอยู่ คือรอยร้าวที่พื้นซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมันดินครึ่งหนึ่งและน้ำอีกครึ่งหนึ่ง การมีปฏิสัมพันธ์กับสารนี้จะนำไปสู่ด่าน 41
  • การเข้าสู่หลุมน้ำมันดินหลุมเดียวบนเกาะในด่าน 211 และดำดิ่งลงไปในหลุมนั้นอย่างเต็มตัวจะทำให้ได้ร่วงเข้ามาสู่ด่านนี้
  • การตามแม่น้ำในด่าน 270 ไปนานพอจะทำให้แม่น้ำกลายเป็นสีดำที่น่าสะอิดสะเอียนในที่สุด การเข้าสู่แม่น้ำหลังจากการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจะทำให้ได้มาลงเอยที่นี่
  • การโนคลิปผ่านต้นไม้ที่มียางมะตอยปกคลุมอยู่หรือต้นไม้ที่เน่าเสียจนมากเกินไป ซึ่งยังคงมีใบไม้อยู่ในด่าน 309 จะปล่อยผู้พเนจรไว้ภายในด่านนี้

ทางออก

ในการออกจากด่าน 41 แต่ละคนจะต้องค้นหาวัตถุที่โดดเด่นซึ่งไม่ซ้ำใครจากวัตถุอื่นๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำภายในน้ำมันดิน วัตถุเหล่านี้มีเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่ในทะเลสาบ และบางชิ้นอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งในด่านที่ได้เข้ามา ทางออกเหล่านั้นมีอยู่ดังนี้:

ด่าน 500
  • ปีนเข้าไปในหน้าต่างที่แตกของหอบังคับการเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่จมอยู่ใต้น้ำมันดิน
ด่าน 515
  • การพาตัวเองเข้าไปในหัวฉีดเสริมของกระสวยอวกาศ NASA ที่กลับหัวอยู่ กระสวยส่วนใหญ่จมอยู่ภายในน้ำมันดิน เหลือเพียงส่วนเล็กน้อยของถังเชื้อเพลิง บูสเตอร์ และหัวฉีดบูสเตอร์ นี้ทำให้การเข้าถึงพวกมันทำได้ค่อนข้างง่าย
ด่าน 612
  • หาประตูยุ้งฉางแปลกๆ บนแท่นหินแล้วเดินผ่านมันไป
ด่าน 626
  • ปีนเข้าไปในแกลเลอรีประภาคารที่จมอยู่ใต้น้ำมันดินซึ่งอยู่เหนือผิวน้ำมันดินเพียงบางส่วน จากนั้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับไฟสัญญาณที่ใช้งานได้ซึ่งกะพริบอยู่ภายในตัวมัน

เว้นแต่จะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น หน้าเพจนี้ได้รับอนุญาตภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License