ด่าน 42 - "สุดขอบฟ้า"
คะแนน: +5+x


Info

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ:

โปรเจ็กต์อัลฟ่า

แบ็กรูมส์จะมีชัยเสมอ

ด่าน 42 โดย: MyrandFoxMyrandFox
แปลโดย: Guy777Guy777 และ C_T_DC_T_D
ลองไปดูหน้าผู้เขียนของฉันสิ!

ความยากในการเอาตัวรอด:

ระดับ 5E - สภาพแวดล้อม

  • ไม่ปลอดภัย
  • ไม่มั่นคง
  • มีอันตรายที่ไม่ได้มาจากเอ็นทิตี้

ด่าน 42 เป็นด่านที่ 43 ของแบ็กรูมส์ มันเป็นผืนดินที่กว้างใหญ่และไม่เป็นยุคลิด ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่าที่รกทึบ พืชพรรณที่หนาแน่น และภูเขาไฟลูกหนึ่งที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลาง

คำอธิบาย:

volcano1

ภาพนำเสนอทางศิลปะของด่าน 42

พื้นที่ส่วนใหญ่ของด่านนี้ประกอบไปด้วยผืนป่า โดยจะมีต้นไม้ครอบคลุมทุกๆส่วนของผืนดินจนไปยังสุดขอบของฮอไรซัน1 ป้องกันไม่ให้แสงใดๆได้แตะถึงพื้น แม้จะปราศจากซึ่งแสงอาทิตย์ สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช พืชเหล่านี้ก็ยังสามารถเจริญเติบโตและทำกิจกรรมต่างๆได้โดยไม่มีผลกระทบเสียที่เห็นได้ชัด

ป่าทึบนี้อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ที่แน่นหนาและพื้นดินที่ถูกปกคลุมไว้อย่างรกทึบ พร้อมด้วยบรรยากาศที่มีมลพิษและความหนาแน่นสูง ซึ่งก็ป้องกันไม่ให้มีแสงได้ส่องมายังพื้นผิวส่วนใหญ่2

การสำรวจด่านถือเป็นสิ่งท้าทายสำหรับทีมสำรวจส่วนใหญ่ เนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นที่ส่วนมากของด่านเป็นอันตรายทางสภาพแวดล้อมสำหรับเหล่าผู้พเนจรและเอ็นทิตี้ต่างๆ ผลกระทบและอันตรายส่วนใหญ่จะถูกระบุไว้เพิ่มเติมภายในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม หากจำเป็น จะสามารถเข้าถึงผลกระทบที่มีอยู่และรายละเอียดทั้งหมด รวมถึงบันทึกทางเคมีที่มีอยู่ทั้งหมดและรายงานอื่นๆ จากเครื่องจักรขั้นสูงที่ทีมสำรวจได้นำเข้ามาในด่านเป็นระยะๆ3ได้ตามไฟล์ที่แนบมานี้: level42_effects.zip(1,48MB) | level42_detailed_logs.zip(24,18MB)

การเดินเท้าเป็นทางเลือกเดียวสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจด่านนี้ เนื่องจากภูมิประเทศของด่านนั้นจะมีความขรุขระและไม่เรียบอยู่เสมอ แม้จะภายในพื้นที่ราบโล่งใต้โดมใบไม้ขนาดยักษ์ที่เกิดจากต้นไม้ขนาดมหึมาก็ตาม

นอกจากนี้ การมองเห็นก็ยังเป็นสิ่งทำได้ยากเป็นอย่างมาก หากไม่มีการใช้แสงประดิษฐ์ใดๆ เช่น ไฟฉาย ไม่แนะนำให้นำแหล่งกำเนิดแสงที่ก่อให้เกิดไฟมาด้วย เนื่องจากชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยมลภาวะและไวต่อปฏิกิริยาเคมี ซึ่งก็จะตอบสนองต่อไฟในปริมาณใดๆที่พอเหมาะ

หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม พื้นที่รอบๆแหล่งกำเนิดเปลวไฟจะถูกกลืนหายไปในก้อนของอากาศที่ลุกไหม้ ซึ่งจะระเบิดและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดก็ตามที่อยู่ห่างจากแหล่งที่มาไม่เกิน 5-10 เมตร (16-33 ฟุต)

การระเบิดนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่เปลวไฟจะสามารถลุกลามและไปเผาต้นไม้ต้นอื่นๆได้ อย่างไรก็ตาม หากเปลวไฟได้ไปถึงต้นไม้และเริ่มลุกไหม้ ฝนกรดที่ตกหนักเป็นครั้งคราวจะช่วยดับไฟเล็กๆเหล่านี้ได้เสมอ กรดนี้ก็จะไม่ทำปฏิกิริยาใดๆกับต้นไม้และจะถูกพื้นดินซึ่งมีความเป็นพิษสูงดูดซับไป

forest1

ระดับพื้นดินของด่าน 42 ผ่านกล้องมองกลางคืน

ฝนกรดเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและคงอยู่เป็นเวลานาน แต่เวลานั้นก็ไม่เป็นเชิงเส้นในด่าน 42 นาฬิกาทั้งหมดที่ถูกนำเข้ามาในด่านจะหยุดทำงานลง

กรดมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงและจะสร้างความเสียหายให้กับผู้พเนจรหรือเอ็นทิตี้ที่ได้สัมผัสเข้ากับมัน

ต้นไม้ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถป้องกันฝนกรดเหล่านี้ได้อย่างมั่นคง แม้ว่าพวกมันจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดก็ตาม ถ้ำเล็กๆและพื้นที่ใต้ชั้นป้องกันที่มั่นคง เช่น พื้นที่ใต้หน้าผา เป็นสถานที่ที่เหมาะสมมากที่สุดในการรอฝนกรดซา

ในระดับพื้นดินจะมีอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยตัวเลขประมาณ 0 ºC ถึง 8 ºC (32 ºF ถึง 46 ºF) ผู้พเนจรมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะไข้สูง หากไม่ได้รับการปกป้องอย่างเพียงพอโดยเสื้อผ้าแห้งหลายๆชั้น

อย่างไรก็ตาม ในระดับชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิก็อาจสูงจนเป็นอันตรายได้ นี่เป็นเพราะปฏิกิริยาเคมีจำนวนมากที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ ซึ่งโดยตัวมันเองก็เพียงพอที่จะทำให้อากาศส่วนใหญ่เหนือป่าอุ่นขึ้นได้

เมื่อรวมเข้ากับปฏิกิริยาทางเคมีเหล่านี้ ภูเขาไฟที่อยู่ตรงกลางของด่านซึ่งก็ยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ก็ได้ช่วยเสริมอุณหภูมิที่อบอุ่นอยู่แล้วในระดับชั้นบรรยากาศเข้าไปอีกด้วย โดยตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 56 ºC ถึง 67 ºC (133 ºF ถึง 153 ºF)

ภูเขาไฟ:

volcano2

ภาพระยะใกล้ของภูเขาไฟ

ภูเขาไฟในด่าน 42 เป็นภูเขาไฟสลับชั้นที่ขึ้นชื่อเรื่องความชันและชั้นหินหลอมแข็งที่ซับซ้อน ภูเขาไฟนี้มีพลังที่สูง โดยจะมีช่วงของการปะทุแบบระเบิดและการปะทุแบบพรั่งพรูออกมา ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะพบการปะทุแบบระเบิดได้บ่อยกว่า

แผ่นดินไหวในบริเวณใกล้ภูเขาไฟมีนั้นความรุนแรงเป็นอย่างมาก เนื่องจากหินหนืดที่อยู่ด้านล่างที่จะถูกเติมใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูเขาไฟยังคงมีพลังอยู่เป็นระยะเวลานาน บางครั้งอาจนานเป็นระยะเวลาหลายปี4

เนื่องด้วยมีการปะทุของภูเขาไฟที่ไม่สิ้นสุดตลอดทั้งด่าน บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยก๊าซพิษและขี้เถ้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้อย่างมากหากผู้พเนจรสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้เป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการป้องกันใดๆ เช่น หน้ากาก

อันตรายอื่นๆ ได้แก่ ระเบิดภูเขาไฟที่ผิดปกติ ซึ่งก็จะพ่นสิ่งต่างๆออกมาจากปล่องภูเขาไฟ โดยสิ่งเหล่านั้นก็คือหินขนาดยักษ์ที่พุ่งออกมาด้วยความเร็วสูงเมื่อภูเขาไฟยังระเบิดปะทุอยู่ และอาจตกลงไปที่ตำแหน่งใดก็ได้ภายในรัศมี 34 กม. (21 ไมล์) จากภูเขาไฟ5

ก้อนหินดังกล่าวอาจตกลงมาจากท้องฟ้า จากทิศไหนก็ได้ และลงมาทำลายสิ่งแวดล้อมพร้อมกับทุกๆสิ่งที่ขวางทางของมัน ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็กลายเป็นพื้นที่อันตรายถึงชีวิต เนื่องจากพื้นดินที่อยู่ด้านล่างนั้นปล่อยสารเคมีอันตรายจำนวนมากขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่

เชื่อกันว่าลักษณะผิดปกติของมันมาจากขนาดที่ผิดปกติของก้อนหิน ซึ่งใหญ่กว่าหินจากระเบิดภูเขาไฟทั่วไปที่พบได้ในฟรอนท์รูมส์ ด้วยเหตุนี้ ระเบิดภูเขาไฟจึงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อผู้พเนจรและยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากอาจเกิดปรากฏการณ์จากที่ไหนก็ไม่รู้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

บริเวณโดยรอบภูเขาไฟไม่มีอะไรมากไปกว่าเถ้าถ่านและทุ่งหินอัคนีที่ปกคลุมไปด้วยแม่น้ำหินหลอมเหลวที่ทอดตัวยาวเข้าไปในป่า

เรียกได้ว่าที่นี่แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย นอกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเล็กๆไม่กี่ตัวที่อาศัยอยู่ในถ้ำซึ่งเกิดขึ้นจากหินหลอมเหลวที่ได้แข็งตัวลง และผู้ที่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้ เนื่องจากอันตรายทางสภาพแวดล้อมในบริเวณใกล้กับภูเขาไฟ จึงมีสัตว์อยู่ไม่มากนักที่อยากจะอาศัยอยู่ใกล้ภูเขาไฟ

ขอแนะนำให้ผู้พเนจรควรหลีกเลี่ยงการเดินทางใกล้ภูเขาไฟ และยึดเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าภายในป่าและปลอดภัยจากอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

ผลกระทบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ:

แอ่งหินหลอมผิดปกติ

บางครั้งนักเดินทางอาจเจอแอ่งหินหลอมประหลาดๆที่ก่อตัวขึ้นข้างภูเขาไฟ โดยทั่วไปจะเรียงกันเป็นแถวสองถึงสี่ เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด จะสามารถเห็นสิ่งที่ดูเหมือนทุ่งโล่งได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นด่าน 106

แอ่งหินเหล่านี้สามารถถูกใช้เป็นประตูมิติระหว่างสองด่านที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ทราบว่าอะไรทำให้แอ่งหินหลอมเหล่านี้มีลักษณะเช่นนี้

ควรระวังว่าไม่ใช่แอ่งทุกแอ่งที่จะผิดปกติ วิธีเดียวที่จะบอกได้ว่าแอ่งหินมีความผิดปกติหรือไม่คือการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็อาจเป็นอันตรายได้หากต้องเดินทางเข้าไปลึกในบริเวณของภูเขาไฟ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ได้สัมผัสกับก๊าซพิษและอนุภาคเถ้าที่อันตรายถึงชีวิตหากได้รับในปริมาณสูงเท่านั้น แต่พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของหินหลอมและเศษซากที่ตกลงมาอีกด้วย

ฝนกรด

มีฝนตกอยู่เป็นระยะๆในด่าน 42 ฝนนี้มาในรูปของฝนกรดรุนแรงซึ่งสามารถที่จะทะลุผ่านใบไม้ไปได้ และซึมลงไปในดิน แต่ก็มันก็ไม่สามารถทะลุผ่านไม้ไปได้ ดินเหล่านี้ไม่ปลอดภัยและมีความเป็นพิษสูง ถ้าเกิดว่ามันไม่เป็นสารกัมมันตภาพรังสีไปด้วยเลย7

คาดว่าฝนกรดเหล่านี้จะเป็นผลมาจากการปะทุของภูเขาไฟอย่างต่อเนื่องในด่านนี้ และก็ยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อผู้พเนจรอีกด้วย เนื่องจากที่มันมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงและอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผิวหนังและเนื้อเยื่อได้

นอกจากนี้ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ากรดจะไม่ทำปฏิกิริยากับต้นไม้ไม่ว่าในลักษณะหรือรูปแบบใดๆก็ตาม ไม่ว่าสภาพอากาศหรือคุณสมบัติจะเป็นอย่างไร กรดมักจะติดอยู่กับต้นไม้และตกลงสู่พื้น อย่างไรก็ตามบางครั้งอนุภาคกรดเหล่านี้อาจติดอยู่ระหว่างพื้นผิวขรุขระของเปลือกไม้ ซึ่งจะทำให้พวกมันทำปฏิกิริยากับอากาศได้ในที่สุด

อนุภาคกรดเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับอากาศได้ช้าเป็นอย่างมาก และจากที่สังเกตได้ส่วนใหญ่จะถูกดูดซับลงดินไป ผลกระทบนี้จึงเป็นไม่ค่อยพบได้บ่อย แต่เมื่ออนุภาคของกรดเกาะอยู่บนต้นไม้และได้ทำปฏิกิริยาเข้ากับอากาศ พวกมันจะก่อตัวเป็นสารกึ่งของเหลวสีขาว ซึ่งจะก่อให้เกิดฟองขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และปล่อยก๊าซที่อันตรายถึงชีวิตออกมา พรากชีวิตต้นไม้และสิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียง

พื้นที่ที่ปฏิกิริยานี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศได้รับการตั้งชื่อว่าเดธโซน และส่วนใหญ่จะถูกทำเครื่องหมายไว้โดยป้ายที่ทีมวิจัยวางไว้ทันที แต่ถึงอย่างนั้นผู้พเนจรก็มีแนวโน้มที่จะเข้าไปเจอกับมันได้ ไม่ว่าจะด้วยความผิดพลาดหรือความประมาทละเลย เดธโซนนั้นสังเกตได้ง่าย เมื่อพิจารณาจากสภาพที่กำลังเสื่อมสลายของพื้นที่ พื้นผิวของต้นไม้ที่ดำสนิทและหญ้าที่ดูเหมือนจะถูกเผาจนไหม้

ต้นไม้

ต้นไม้ทุกต้นในด่าน 42 มีความผิดปกติและมีคุณสมบัติที่ช่วยให้พวกมันสามารถอยู่รอดได้ภายใต้สภาพอากาศที่รุนแรง และต้านทานต่อกรดได้

ต้นไม้เหล่านี้ไม่ต้องการน้ำหรือแสงแดดเพื่อความอยู่รอด แต่จะอาศัยปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในดินที่ปนเปื้อน ซึ่งกรดจะทำปฏิกิริยากับดินอย่างช้าๆ เพื่อสร้างสารพิเศษที่ต้นไม้ใช้เป็นอาหาร สารดังกล่าวยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ก็มักจะถูกเรียกกันว่า "ยางเหนือธรรมชาติ" เนื่องจากความคล้ายคลึงกันกับยางไม้ของมัน

forest2

บางครั้งมันก็ติดไฟ

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาเคมีกลับก็มาพร้อมกับผลกระทบในอีกด้าน เนื่องจากเปลวไฟขนาดพอเหมาะใดๆจะทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศทันที ปฏิกิริยาเคมีเหล่านี้จึงสามารถทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศได้เช่นกัน หากผืนดินถูกเปิดออกในระหว่างกระบวนการนี้

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น บรรยากาศจะตอบสนองอย่างฉับพลันและรุนแรง ทำให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ซึ่งจะทำให้ทุกสิ่งที่มันสัมผัสติดไฟก่อนที่จะลุกไหม้ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ไฟเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาเคมีกับอากาศ มันจึงกินเวลานานกว่าปฏิกิริยาของเปลวไฟกับอากาศปกติมาก เนื่องจากเชื้อเพลิงที่มากขึ้นเพราะกรดที่มีอยู่ในดินอยู่มากมาย และก็ยังเนื่องมาจากความไม่เสถียรของปฏิกิริยา ทำให้มันปล่อยวัสดุที่ไวต่อปฏิกิริยาเคมีออกมา ซึ่งก็จะทำให้เผาไหม้อย่างต่อเนื่องเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศ

นอกจากนี้ ไฟเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถถูกดับได้ด้วยฝนกรดและจะลุกไหม้ต่อไปเป็นเวลานานก่อนที่เชื้อเพลิงจะหมด แต่ก็โชคดีที่พวกมันไม่ขยายตัว เนื่องจากที่ต้นไม้ไม่ทำปฏิกิริยากับไฟ แค่วัสดุที่ทำปฏิกิริยาซึ่งเกาะติดอยู่กับพวกมันเท่านั้น

เอ็นทิตี้:

นับตั้งแต่การค้นพบด่าน 42 จนมาถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีการพบเอ็นทิตี้ใดๆในบริเวณใกล้เคียง

เชื่อกันว่าเอ็นทิตี้ใดก็ตามที่สามารถจะเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ได้ ได้ตายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่อันตรายและเป็นพิษอย่างร้ายแรง ซึ่งก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพที่รุนแรงต่อทั้งผู้พเนจรและเอ็นทิตี้ต่างๆ

ผู้พเนจรจะสามารถอยู่รอดได้ในด่านนี้ตราบเท่าที่พวกเขาได้รับการปกป้องอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้พบเห็นสัตว์ตัวเล็กๆที่ได้เดินเตร่ไปมาทั่วด่าน 42 อย่างอิสระ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของนกและแมลงขนาดเล็กซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะสามารถอยู่รอดและรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางนี้ไว้ได้

ผู้พเนจรไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสัตว์เหล่านี้เพื่อรักษาพันธุ์สัตว์ในท้องถิ่นเอาไว้

ฐาน ด่านหน้า และชุมชน:

M.E.G. ฐาน-42

  • ห้องปฏิบัติการภาคสนามที่สร้างโดยทีมวิจัยของ M.E.G.
  • เป็นบ้านให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ 12 นาย โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแบบไม่ประจำอยู่อีกประมาณ 25 นาย
  • จะช่วยนำทางผู้พเนจรกลับไปสู่ที่ปลอดภัยหากเป็นไปได้

ทางเข้าและทางออก:

ทางเข้า

สามารถเข้าถึงด่าน 42 ได้โดยการโนคลิปในด่าน 41 นอกจากนี้ผู้พเนจรก็ยังสามารถที่จะมาลงเอยที่ด่าน 42 ได้โดยการเดินทางออกไกลพอไปจากขอบเขตของด่าน 10

ทางออก

จนถึงขณะนี้ก็ยังพบทางออกที่เป็นไปได้เพียงทางเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มันก็มีความเสี่ยงและอันตรายสูงโดยในบางกรณี และอาจทำให้ผู้พเนจรเสียชีวิตได้

สามารถออกจากด่าน 42 ได้โดยการกระโดดลงไปในสระหินหลอมที่ผิดปกติเท่านั้น ผู้พเนจรต้องคำนึงถึงแม่น้ำหินหลอมที่อยู่ใกล้เคียง เศษซากที่ตกลงมาและอันตรายอื่นๆที่เกิดขึ้นใกล้กับภูเขาไฟ เมื่อได้เข้าลงไปแล้วก็จะมีความรู้สึกที่เจ็บปวดและแสบร้อนอยู่ชั่วครู่ และผู้พเนจรก็จะได้ไปลงเอยที่ด่าน 93 หรือ [NULL].txt

ฮอไรซัน:

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้พเนจรได้ค้นพบว่าแบ็กรูมส์เป็นที่กักเก็บเหตุการณ์ทำลายความเป็นจริงที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่จิตใจมนุษย์จะสามารถต้านทานได้

ฮอริซอน หรือ ฮอไรซัน ก็ไม่แตกต่างจากเหตุการณ์อื่นๆเหล่านี้ มีเฉพาะแค่ในด่าน 42 และก็ได้ส่งผลให้สถานะของด่านนี้ถูกตั้งเป็น "ไม่เป็นยุคลิด"

หลังจากที่ผู้พเนจรเดินไปเป็นระยะหนึ่งจากจุดพวกเขาเข้ามาในตอนแรก ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาจะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ราวกับว่าผู้พเนจรนั้นถูกเคลื่อนย้ายกลับไปยังที่ที่พวกเขาเริ่มต้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้พเนจรไปถึงขอบเขตของด่าน 42 ไปสัมผัสเข้ากับความผิดปกติ “ฮอไรซัน” และถูกส่งกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ไม่นานหลังจากถูกเคลื่อนย้ายกลับ ผู้พเนจรจะทำพฤติกรรมราวกับว่าพวกเขาได้เข้าสู่สภาวะบ้าคลั่ง และจะกระทำการอย่างไร้เหตุผล โดยพื้นฐานแล้วการเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา เหมือนกับผลจากการเมาสุรา

อย่างไรก็ตาม ผู้พเนจรที่ประสบกับผลกระทบนี้จะได้เห็นความเป็นจริงตามที่มันเป็นจริง ใครก็ตามที่ยืนอยู่ข้างๆผู้พเนจรคนนั้นก็จะหายตัวไปเพราะว่าพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาได้ออกไปไล่ตามผู้คนที่อยู่ไกลออกไป แล้วสุดท้ายก็ได้ไปถึงและเฝ้าดูพวกเขาหายไปด้วยในที่สุด

หลังจากที่ได้ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ผลต่างๆจะค่อยๆหายไป และผู้พเนจรก็จะค่อยๆได้สติกลับคืนมาก่อนที่จะหมดสติไปเป็นเวลาสองสามชั่วโมง

ยังไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แต่ก็คาดว่าขอบเขตของด่านนั้นได้ถูกจำกัดไว้และได้ถูกคุ้มครองโดยความบิดเบี้ยวของดินแดนที่อยู่ไกลเกินขอบเขตของมันไป ซึ่งบางครั้งก็สามารถถูกสังเกตได้ด้วยการจ้องมองไปที่ขอบฟ้าด้วยตาเปล่า โดยที่จะมีร่างบางร่างจะเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นหลังเมื่อจริงๆแล้วพวกมันไม่ได้อยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นมันจึงถูกตั้งชื่อว่า "ฮอไรซัน"

sun1

แต่ใครจะรู้ล่ะว่ามันมีอะไรอยู่ที่สุดขอบฟ้า…

เบี้องหลังฮอไรซันนั้นเป็นสถานที่ที่มนุษย์มิอาจเข้าใจได้ ที่ที่ความเป็นจริงไม่เป็นไปตามกฎฟิสิกส์หรืออุณหพลศาสตร์ใดๆ

มันเป็นสถานที่ที่น่าหลงใหล เต็มไปด้วยเหตุการณ์ทำลายความเป็นจริงที่ไม่เคยถูกพบเห็นมาก่อน เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่แท้จริงและเป็นตัวอย่างว่าแบ็กรูมส์นั้นใหญ่โตและมีความสำคัญเพียงใด

ฉันหวังเพียงว่าฉันจะได้สำรวจมันมากกว่านี้…



บางทีวันหนึ่งเราทุกคนอาจจะได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้ และบางทีวันหนึ่งเราทุกคนก็อาจจะได้ออกไปจากที่นี่ ฉันหวังว่างั้น

ความลับมันน่าจะอยู่ใต้สายตาของเรา…

และบางทีหนึ่งดินแดนเหล่านี้ก็อาจจะเป็นทางกลับ…

sun2

…บ้าน?










ในที่สุดฉันก็ได้กลับบ้านแล้ว...



Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License