ที่คงเหลือก็มีแค่สงครามที่ไร้จุดหมาย
ด่าน
49
ความยากในการเอาตัวรอด
ระดับ 4
ทางออก: 2/5
ออกได้ค่อนข้างยาก
สภาพแวดล้อม: 4/5
สภาพแวดล้อมมีความเสี่ยงร้ายแรง
เอ็นทิตี้: 5/5
มีเอ็นทิตี้ที่ไม่เป็นมิตรอยู่ชุกชุม
ด่าน 49 เป็นสนามรบไร้จุดจบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับสงครามสนามเพลาะที่เคยมีอยู่ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของฟรอนท์รูมส์ แม้ว่าตัวด่านเองนั้นจะขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ระบบสนามเพลาะก็จะเป็นส่วนเดียวที่ผู้พเนจรสามารถเข้าถึงได้1 จึงทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของด่านนี้ไม่สามารถถูกเข้าถึงได้
คำอธิบาย
ภาพถ่ายของส่วนๆหนึ่งในสนามเพลาะ
ภาพของผู้พเนจรที่ปืนก้อนหินขึ้นไปเพื่อมองดูนอกสนามเพลาะ ถ่ายในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาเสียชีวิตลง ภาพได้ถูกบิดเบือนอย่างหนักเพื่อหลีกเลี่ยงการแสดงเนื้อหาที่รุนแรง
ส่วนที่เข้าถึงได้ของด่าน 49 จะเป็นระบบสนามเพลาะร้างซึ่งยืดขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด คล้ายกับอันที่ถูกใช้งานภายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของฟรอนท์รูมส์ โดยมันจะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนแต่ก็ยังคงเป็นแบบยุคลิด และทางเลี้ยวโค้งต่างๆมากมาย สภาพแวดล้อมนั้นเงียบสงัดจนน่าขนลุก แทรกซ้อนแค่ด้วยเพียงเสียงยิงปืนจากระยะไกล ที่ก็เหมือนว่าจะมาจากเอ็นทิตี้ซึ่งยังไม่ถูกสังเกตเห็นที่อีกฝั่งหนึ่งของแนวกันชน
ความพยายามที่จะออกนอกสนามเพลาะจะส่งผลให้ผู้ออกเสียชีวิตในทันที ผู้พเนจรที่พยายามจะออกไปภายนอกจะถูกเล็งยิงด้วยความแม่นยำ โดยทั่วไปแล้วก็จะโดนเข้าที่ศีรษะหรืออวัยวะสำคัญอื่นๆ การใช้อุปกรณ์ป้องกันนั้นไม่มีประโยชน์ใดๆ เนื่องจากที่เอ็นทิตี้ซึ่งยังไม่ถูกสังเกตเห็นจะเพิ่มกำลังในการยิงเพื่อที่จะตอบโต้ มีทั้งการใช้งานปืนไรเฟิลซุ่มยิง มิสไซล์ และแม้กระทั่งปืนใหญ่ ในบางโอกาสที่หาได้ยากก็อาจจะมีเครื่องบินทิ้งระเบิดบินผ่านมา และทิ้งระเบิดลงภายในสนามเพลาะได้
มาตรการการเอาตัวรอด (ห.ล.บ.ไ.ป.):
หากเกิดเหตุการทิ้งระเบิดขึ้น:
- หาที่กำบังโดยเร็ว
- ลงไปภายในที่กำบังโดยไม่ให้ชักช้า
- บังตนเองไว้ในที่ที่ปลอดภัยและมั่นคง
- ไม่ชะโงกหัวขึ้นจนกว่าระเบิดจะหยุดลง
- ปกป้องศีรษะด้วยมือหรืออุปกรณ์ที่มี
น้ำอัลมอนด์ไม่เต็มขวด และเสบียงต่างๆ เช่น อาหารกระป๋องและชุดปฐมพยาบาล จะกระจัดกระจายอยู่รอบสนามเพลาะ แม้จะถูกใช้ไปแล้ว แต่ก็ยังถูกใช้ได้อีก ทรัพยากรเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับอุปกรณ์ทางทหาร ซึ่งรวมไปถึง เครื่องแบบทหารขาดๆ ปืนไรเฟิลเปล่าๆที่ถูกทิ้งเอาไว้ และวัสดุต่างๆที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น บันทึกและหนังสือ โดยที่ข้อความเหล่านี้ก็จะนำเสนอถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายในด่าน ซึ่งไม่ได้ถูกใครกลั่นกรองมาก่อน จึงอาจเป็นเบาะแสให้กับประวัติของตัวด่านได้
ลักษณะและโครงสร้าง
กำแพงของสนามเพลาะจะถูกเสริมไว้ด้วยแผ่นไม้ผุพัง แผ่นเหล็กที่แทบจะไม่เป็นแผ่น และกระสอบทรายที่หมดสภาพมานานแล้ว ลวดหนามต่างๆที่ถูกวางไว้ในบางพื้นที่ก็ขึ้นสนิมและพันกันยุ่ง ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ก็อันตรายอยู่แล้วให้เป็นภัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งความกว้างและโครงสร้างของสนามเพลาะนั้นจะแตกต่างกันไปเป็นอย่างมากในแต่ละพื้นที่ จากทางเดินแคบๆที่คดเคี้ยวไปสู่พื้นที่กว้างซึ่งน่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปืน ที่ตั้งปืนใหญ่ หรือหลุมหลบภัย
ป้อมปืน
ภาพถ่ายของพื้นที่ภายในป้อมปืนที่ว่างเปล่า
ป้อมปืนเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งด่าน 49 ป้อมเหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เพื่อเป็นการป้องกันเชิงกลยุทธ์ ตอนนี้ได้กลายมาเป็นหลุมหลบภัยและพื้นที่ปลอดอันตรายให้ผู้พเนจรไว้ใช้พักพิงภายใน และก็เป็นทางเลือกให้สำหรับผู้ที่ไม่อยากเข้าร่วมถิ่นฐานของมนุษย์คนอื่นๆ แม้จะเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับการหลบภัยจากภายนอกสนามเพลาะ แต่พวกมันก็ยังคงมีข้อเสียอยู่หลากหลาย พื้นของป้อมดังกล่าวมักจะเปียกโชกและมีโคลนเทือกจากน้ำที่เคยท่วมภายใน ทำให้เกิดความไม่สบายตัวขึ้นเมื่อจำเป็นต้องนั่งหรือนอนลงบนมัน อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่มีปัญหากับความเปียกชื้นและต้องการหาสถานที่พักพิงชั่วคราว ป้อมปืนเหล่านี้ก็จะเป็นพื้นที่ที่จะคอยปกป้องท่านจากเอ็นทิตี้ที่อยู่ภายในสนามเพลาะเอง
ที่ตั้งปืนใหญ่
ภาพถ่ายของปืนครกที่ตั้งอยู่ด้านบนของที่ตั้งปืนใหญ่
ที่ตั้งปืนใหญ่ แม้เมื่อเทียบกันกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆแล้วจะมอบความปลอดภัยให้ได้น้อยกว่ามาก แต่ก็มีความโดดเด่นในการกักเก็บชิ้นส่วนปืนใหญ่ไว้หลายๆชิ้น โดยทั่วไปแล้วจะเป็นของปืนครก เมื่อนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด ผู้ชำนาญการวิเคราะห์ในวงการทหารของ M.E.G. ก็ได้ทำการสรุปว่ายุทโธปกรณ์เหล่านี้มีลักษณะ วัสดุ กลไก และวิธีประกอบซึ่งผิดแปลกไปจากวิธีการผลิตของมนุษย์ใดๆ คุณสมบัติเหล่านี้ชี้ว่าปืนใหญ่ต่างๆนั้นอาจจะถูกออกแบบขึ้นตั้งแต่ต้นโดยชาตินูวาเรีย
หลุมหลบภัย
ภาพถ่ายของพื้นที่ภายในหลุมหลบภัย ซึ่งหลุมๆนี้ที่ถ่ายก็มีขนาดที่เล็ก แต่ก็มีเครื่องเรือนอยู่ครบครัน และก็ยังไม่เสียหายหนักมากนัก
หลุมหลบภัยจะมีความแตกต่างกันไปในขนาดและมักที่จะเป็นพื้นที่ปิดมากกว่า จะสามารถพบพวกมันได้ในพื้นที่บางส่วนของสนามเพลาะ ภายในหลุมหลบภัยก็อาจจะมีเครื่องเรือนอย่างเช่น เตียง โต๊ะ และเก้าอี้ เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์ทางทหารอย่าง กล่องกระสุน เครื่องแบบขาดๆ และชุดเสบียงเก่าๆเกลื่อนอยู่ทั่วพื้น พื้นที่เหล่านี้แม้จะปลดภัยกว่าพื้นที่เปิดอื่นๆ แต่ก็เปียกชื้นและคับแคบเป็นอย่างมาก อากาศภายในนี้ทั้งเหม็นแล้วก็อับชื้น อีกทั้งบางแห่งก็ทรุดลงมาจนถล่ม หรือถูกปิดกั้นเอาไว้จากภายใน ทำให้หลุมส่วนใหญ่ไม่สามารถถูกเข้าถึงได้ ในขณะที่หลุมอื่นๆแม้จะอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ก็ยังเสื่อมโทรมอยู่ดี
สภาพแวดล้อม
พื้นดินของด่าน 49 จะหนาและอับชื้น พื้นส่วนใหญ่ก็มักจะเปื้อนไปด้วยกองเลือดแห้งและอินทรียวัตถุที่กำลังย่อยสลาย ซึ่งจะส่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ให้ลอยฟุ้งไปทั่วระบบสนามเพลาะ การสูดดมกลิ่นของดินดังกล่าวนี้เป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้ท่านสวมอุปกรณ์ป้องกันมาด้วย
ด่าน 49 มีวัฏจักรเวลาที่นานขึ้นกว่าปกติ โดยจะมีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนไปขยายออกไปนานกว่าในฟรอนท์รูมส์ถึงสองเท่า เสียงยิงปืนจากระยะไกลจะเบาลงมากในตอนกลางคืน แต่ก็ไม่ขอแนะนำให้ออกมาจากนอกสนามเพลาะเป็นอย่างสูง เนื่องจากที่เอ็นทิตี้ซึ่งยังไม่ถูกสังเกตเห็นก็จะยังคงจู่โจมเข้าไปหาใครก็ตามที่พยายามจะทำเช่นนั้น ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำตามปกติ อีกทั้งเอ็นทิตี้เหล่านี้ก็ยังจะยิงกระสุนปืนใหญ่เข้ามาในสนามเพลาะเป็นระยะๆในช่วงเวลาสุ่มๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงแนะนำให้ท่านหลบภัยภายในสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทิ้งร้างไว้ของด่าน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
ปรากฏการณ์
จะมีหมอกหนาปรากฏขึ้นภายในด่าน 49 อยู่เป็นระยะๆ โดยมันจะไม่แสดงถึงสัญญาณบอกเหตุใดๆ และก็จะแพร่กระจายไปทั่วสนามเพลาะอย่างรวดเร็ว มันสามารถที่จะปกคลุมด่านทั้งด่านได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที หมอกนี้จะทำการจำกัดทัศนวิสัย ความสามารถในการได้ยิน และแม้กระทั่งสติสัมปชัญญะ เนื่องจากที่มันจะกระตุ้นให้เกิดความสับสนและเปราะบางขึ้นในจิตใจของผู้สัมผัส และในบางกรณีหมอกนี้ก็จะคงอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆหรือวันๆ เราจึงไม่สามารถที่จะทำการคาดเดาสิ่งใดเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ได้เลย
ภาพบุคคลากรของ M.E.G. ที่กำลังลุยน้ำอยู่ครึ่งตัว ถ่ายหลังจากที่เกิดพายุฝนขึ้นในด่าน 49
นอกจากนี้ ด่าน 49 ก็ยังจะมีพายุฝนรุนแรงที่นานๆครั้งจะเกิดขึ้น ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะตกได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือตลอดทั้งวัน และส่งน้ำหลากให้เข้าท่วมภายในระบบสนามเพลาะ ในขณะที่ฝนนี้สั่งสมมากขึ้น น้ำในสนามเพลาะก็อาจจะเพิ่มระดับขึ้นได้จนถึงไหล่ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวไปมายากยิ่งขึ้น กีดกั้นการเข้าถึงพื้นที่บางส่วน และเพิ่มโอกาสในการจมน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความแคบมากเป็นพิเศษ เมื่อฝนหยุดลง น้ำหลากเหล่านี้ก็จะค่อยเหือดแห้งไปเอง จะเหลือก็แค่เพียงรอยเทือกโคลนและเศษขยะต่างๆ ซึ่งก็ทำให้การเดินทางผ่านนั้นย่ำแย่ขึ้นไปอีก จนเกิดขึ้นเป็นคุณสมบัติอันตรายอีกข้อของด่าน
อย่างไรก็ดี ก็ควรทราบเอาไว้ว่าการออกไปภายนอกสนามเพลาะแม้จะในระหว่างปรากฏการณ์นี้ จะยังมีผลลัพธ์ที่ร้ายแรงอยู่เช่นเดิม
เอ็นทิตี้
ด่าน 49 เป็นบ้านให้กับเอ็นทิตี้ที่ทราบถึงเพียงแค่ชนิดเดียว หากไม่นับเอ็นทิตี้ซึ่งยังไม่ถูกสังเกตเห็น
เอ็นทิตี้ 49/1 | "เทรนช์คลีนเนอร์"
ภาพถ่ายของเทรนช์คลีนเนอร์ในขณะที่มันกำลังเคลื่อนตัวผ่านสิ่งปลูกสร้างไป ถ่ายจากที่กำบังใกล้ๆกับโถงทางเดินที่มันกำลังเคลื่อนผ่าน ให้สังเกตที่แสงสีน้ำเงินซึ่งถูกฉายออกมาจากตัวเอ็นทิตี้ นี่เป็นรูปถ่ายที่ชัดเจนที่สุดที่อยู่ในการครอบครองของกลุ่ม M.E.G.
ถิ่นที่อยู่: ด่าน 49
5BXX
เอ็นทิตี้ 49/1 เป็นเครื่องจักรสงครามอัตโนมัติสองเท้าซึ่งมีความก้าวล้ำสูง หลักๆพวกมันแล้วจะมีสีเทาออกขาวหรือสีน้ำเงินนีออนขัดเงา และจะเดินลาดตะเวนอยู่ภายในสนามเพลาะของด่าน 49 ส่วนร่างของพวกมันฉายแสงสีน้ำเงินวาว โดยจะโดดเด่นมากที่สุดก็ที่บนส่วนหัว ซึ่งก็จะมีอุปกรณ์คล้ายกล้องฉายแสงไฟสว่างออกมา ที่ก็จะเป็นทั้งสัญญาณเตือนและอุปกรณ์ที่พวกมันใช้ในการรับรู้
ความสูงคร่าวๆคือราวๆ 3 เมตร แขนขวาของพวกมันจะถูกแทนที่ด้วยกระบอกของปืนกลโซ่แปดกระบอกขนาดใหญ่โต ซึ่งก็เหมือนจะยิงกระสุนออกมาได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด การที่พวกมันไม่มีแหล่งพลังงานใดๆที่สังเกตเห็นได้ ชี้ให้เห็นว่าพวกมันอาจมีแกนพลังงานที่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้ หรืออาจจะกำลังใช้งานเทคโนโลยีไม่ทราบชนิดสักประเภทหนึ่งอยู่ ซึ่งทำให้พวกมันสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด
เอ็นทิตี้ 49/1 จะทำพฤติกรรมที่เหมือนกับนักล่าที่จะไม่หยุดยั้ง พวกมันจะลอบตะเวนไปภายในสนามเพลาะอย่างเงียบๆ รอคอยให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ และเมื่อตรวจพบผู้พเนจรแล้ว พวกมันก็จะเคลื่อนที่ไปอย่างระมัดระวังจนกว่าจะสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน ก่อนที่จะใช้ปืนกลโซ่กราดยิงไปอย่างหนักหน่วง หลังจากนั้นพวกมันจะติดตามเหยื่อต่อไป จนกว่าที่พวกเขาจะเสียชีวิตหรือหลบหนีไปจากสายตาของพวกมันได้ อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่พวกมันมักจะเฝ้าตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งอยู่เป็นเวลานาน2 แต่เราก็ไม่ทราบสาเหตุใดๆของพฤติกรรมนี้ ซึ่งเมื่อไม่ได้อยู่ในโหมดดังกล่าวนี้ พวกมันก็จะเดินตระเวนไปทั่วทั้งระบบสนามเพลาะ คอยเฝ้าหาผู้บุกรุกที่พวกมันสามารถกำจัดทิ้งได้
การสืบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเอ็นทิตี้ 49/1 กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยที่ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมกำลังถูกส่งเข้ามาสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ
ควร:
- เดินทางกันเป็นกลุ่ม เดินทางคนเดียวเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องทำจริงๆ
- ก้มต่ำและเคลื่อนไหวช้าๆ
- ใช้ซากสลักหักพังหรือสิ่งอำพลางตามธรรมชาติเพื่อซ่อนตัว
- เงียบเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
- คอยสังเกตแสงสีน้ำเงินวาวหรือเสียงเครื่องจักรกลก่อนจะเคลื่อนที่ต่อไป
ไม่ควร:
- วิ่งหรือเคลื่อนไหวอย่างฉับพลัน
- ใช้วัตถุหรืออาวุธที่มีเสียงดัง
- อยู่กับที่นานเป็นเวลาเกินไป
- ใช้แหล่งกำเนิดแสงในพื้นที่เปิด
- หวังพึ่งแต่อุปกรณ์ป้องกัน มันจะไม่ช่วยคุณแต่อย่างใด
- สู้กลับ
ฐาน ด่านหน้า และชุมชน
มีถิ่นฐานสามแห่งซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยมนุษย์ และได้ถูกบันทึกไว้ว่ายังมีอยู่ภายในด่าน 49 ณ ปัจจุบัน
ด่านหน้า M.E.G. "กัตเตอร์บังเกอร์"
ภาพถ่ายพื้นที่ด้านในของหนึ่งในหลุมหลบภัยของด่านหน้า M.E.G. "กัตเตอร์บังเกอร์"
ด่านหน้า M.E.G. "กัตเตอร์บังเกอร์" เป็นเครือข่ายของหลุมหลบภัยขนาดกลางสามหลุมที่ถูกปรับปรุงใหม่ และเปลี่ยนให้กลายเป็นด่านหน้าของ M.E.G. ทั้งหมดถูกเชื่อมเข้าด้วยกันโดยระบบอุโมงค์ที่แม้จะเล็กแต่ก็ปลอดภัย ซึ่งแต่ละหลุมนั้นก็ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถจุบุคลากรได้ถึงเจ็ดคน เผื่อในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ที่อยู่อาศัย อีกทั้งก็ได้มีการจัดเตรียมสิ่งจำเป็นอย่าง ตารางการนอนพัก เสบียง และอุปกรณ์ต่างๆไว้สำหรับการเข้าพักในระยะยาวด้วย แผนในการปรับปรุงโครงสร้างเพิ่มเติมกำลังอยู่ภายใต้การพิจารณาจากสภาโอเวอร์วอตช์ แต่เนื่องด้วยความเสี่ยงที่สูงในการดึงดูดสิ่งที่เป็นอันตราย และความเสียหายในด้านโครงสร้างที่เป็นไปได้ จึงจำเป็นต้องหยุดการเปลี่ยนแปลงใดๆไว้ก่อน
คลังแห่งแอรีส
ภาพที่แสดงให้เห็นถึงขุมอาวุธที่ถูกเก็บเอาไว้ภายในคลังแห่งแอรีส นี่เป็นภาพๆเดียวของคลังดังกล่าวที่ M.E.G. มีไว้ในครอบครอง ซึ่งถูกเก็บกู้มาอย่างลับๆผ่านเว็บไซต์ทางการของกลุ่ม U.E.C.
คลังแห่งแอรีส เป็นอาคารที่อยู่ในการครอบครองของ กลุ่ม U.E.C. ซึ่งถูกตั้งเอาไว้ที่ไหนสักแห่งภายในด่าน 49 คล้ายว่าอาคารแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กักเก็บสิ่งของ, วัตถุ, และอาวุธที่พวกเขาเก็บกู้มาได้จากด่านนี้ แม้เราจะไม่ทราบขอบเขตที่แน่ชัดของปฏิบัติการดังกล่าว แต่เราก็สันนิษฐานว่ามันเป็นสถานที่เก็บวัสดุต่างๆ ซึ่งถูกรวบรวมมาโดยบริวารแห่งโปโนสในระหว่างการออกสำรวจของพวกเขา การเข้าสืบสวนกิจกรรมเพิ่มเติมของกลุ่ม U.E.C. ณ สถานที่แห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และได้ถูกถือว่าเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญสูงสำหรับการสำรวจ
บราเธอร์ฮูด ออฟ ไฟร์อาร์ม การ์เดียนส์ (B.F.G.)
ภาพถ่ายของหนึ่งในสนามยิงปืนที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่ม B.F.G.
บราเธอร์ฮูด ออฟ ไฟร์อาร์ม การ์เดียนส์ เป็นชุมชนอิสระเพียงชุมชนเดียวที่มีอยู่ภายในด่าน 49 โดยที่ไม่มีความเกี่ยวพันใดๆกับกลุ่มขนาดใหญ่อื่นๆ สมาชิกของมันจะประกอบขึ้นด้วยกลุ่มคนที่ชื่นชอบในอาวุธปืนและการทหารเป็นพิเศษ พวกเขาได้อาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานานก่อนที่กลุ่ม M.E.G. จะมาถึง และได้ซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการทหารต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่ภายในด่าน ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ชุมชนซึ่งมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ พวกเขาเป็นที่โด่งดังจากลักษณะนิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้พเนจรคนอื่นที่ลำบาก แต่ก็ควรที่จะเข้าหาพวกเขาด้วยความสุภาพและเคารพนับถือ เนื่องจากที่ภายในกลุ่มของพวกเขาจะมีการยืดถือระเบียบวินัยกันอย่างเคร่งครัด
ประเทศชาติ
ด้านล่างนี้จะเป็นรายชื่อของสองประเทศชาติ ซึ่งมีอยู่มาตั้งแต่ก่อนจะมีการค้นพบด่าน 49 และมีจุดกำเนิดที่ไม่ได้มาจากมนุษย์:
สาธารณรัฐนูวาเรีย
ภาพเลียนแบบธงของสาธารณรัฐนูวาเรีย
ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสาธารณรัฐนูวาเรียที่ทราบถึงมากนัก นอกจากสมมุติฐานที่กองทัพของพวกเขาจะเป็นผู้ที่ขุดสนามเพลาะของด่าน 49 ขึ้น และครั้งหนึ่งก็อาจจะเคยอยู่อาศัยภายในพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการกล่าวไว้ว่าพวกเขากำลังทำสงครามความขัดแย้งอยู่กับราชอาณาจักรแฮกสเตน ส่วนเหตุผลในการทำสงครามนี้ก็ยังคงไม่เป็นที่แน่ชัด ไม่มีการค้นพบเหตุผลใดๆที่ทำให้กองกำลังนูวาเรียหายจากไป หรือสิ่งใดๆที่สนับสนุนว่าพวกเขาเคยมีอยู่จริงๆ อย่างไรก็ตาม ก็มีการสันนิษฐานว่าเทรนช์คลีนเนอร์จะเป็นสิ่งที่กวาดล้างทหารทุกๆคนที่เคยอาศัยอยู่ในระบบสนามเพลาะแห่งนี้ไป
ราชอาณาจักรแฮกสเตน
ภาพเลียนแบบธงของราชอาณาจักรแฮกสเตน
เรามีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับราชอาณาจักรแฮกสเตน นอกเหนือไปจากข้อสันนิษฐานที่พวกเขาได้ริเริ่มสงครามอันแสนยาวนานต่อสาธารณรัฐนูวาเรียแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่กองทัพของแฮกสเตนจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารผู้พเนจรที่พยายามหลบหนีออกไปจากสนามเพลาะ อีกทั้งก็ยังมีสมมติฐานว่าพวกเขาเป็นผู้ที่สร้างเทรนช์คลีนเนอร์ขึ้นอีกด้วย แต่ก็น่าแปลกที่แม้ว่าพวกเขาจะได้ชนะเหนือชาตินูวาเรียไปนานแล้ว ราชอาณาจักรแฮกสเตนก็ดูเหมือนว่าจะยังคงเตรียมต่อสู้อยู่กับอดีตศัตรูของพวกเขาอยู่
ห้ามเข้าถึงโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด
ทางเข้าและทางออก
ต่อไปนี้จะเป็นทางเข้าและออกสำหรับด่าน 49 ที่ได้รับการบันทึกและยืนยันในปัจจุบัน ซึ่งก็คือวันที่ 18/07/2016 โปรดทราบไว้ว่าจะยังคงมีการดำเนินการสืบค้นเพื่อหาทางเข้าและออกใหม่ของด่านอยู่อย่างต่อเนื่อง และข้อมูลใหม่นั้นจะถูกบันทึกไว้ทันทีที่มีการทราบถึง
ทางเข้า
- การเข้าไปนั่งในยานยนต์ล้อยางอเนกประสงค์ความคล่องตัวสูง (ฮัมวี่) ในด่าน 35 จะทำให้คุณหมดสติ และเมื่อฟื้นกลับขึ้นมาอีกที คุณก็จะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนสนามเพลาะของด่านนี้
- การสัมผัสเข้ากับโปสเตอร์รับสมัครทหารภายในด่าน 11 จะทำให้เกิดการโนคลิปเข้ามายังที่นี่ในทันที
- การถูกฝังทั้งเป็นไม่ว่าจะบนด่านไหนก็ตาม จะเป็นเหตุบังเอิญหรือโดยเจตนา ก็จะเคลื่อนย้ายคุณมาที่นี่เมื่อคุณฟื้นสติขึ้นได้
ทางออก
- ประตูขึ้นสนิมบางบานในหลุมหลบภัยจะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมไปยัง ด่าน 14, ด่าน 65, และด่าน 50 จะสามารถพบประตูทั้งหมดนี้ได้ภายในหลุมหลบภัยทั้งสามหลุมของด่านหน้า M.E.G. "กัตเตอร์บังเกอร์"
- การโดนฟ้าผ่าในระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์พายุฝนอยู่จะส่งผลให้เกิดการโนคลิปไปยังด่าน 3
- ในระหว่างที่มีน้ำท่วมอย่างหนักจากปรากฏการณ์พายุฝน อุโมงค์ที่มีท่วมนั้นอาจจะสามารถถูกเข้าถึงได้ในเวลานี้ ซึ่งการเข้าไผภายในอุโมงค์นี้ก็จะนำไปสู่ด่าน 7
- การฆ่าผู้พเนจรอีกคนภายในด่านจะโนคลิปผู้กระทำไปยังด่าน 666 ในทันที


