ไดอารี่ของนักเดินทางไม่ทราบชื่อ
กลับไปยังข้อมูลด่าน→
วันที่ 1:
วันนี้มันเป็นวันที่พิเศษสุดๆ ไปเลย! ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะได้เขียนไดอารี่แบบนี้อีกครั้ง มันคือวันแรกที่ฉันได้กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติหลังจากติดอยู่ในเขาวงกตบ้าๆ นั่นมาเป็นปีๆ แค่ได้ตื่นขึ้นมาบนเตียงนุ่มๆ ที่คุ้นเคย ก็ทำให้รู้สึกเหมือนฝันไปเลยล่ะ!
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันน้ำตาไหลจริงๆ คือเสียงของแม่ เสียงที่ไม่ได้ยินมานานกว่า 2 ปี มันทำให้ฉันแทบจะร้องไห้ออกมาทันทีที่ได้ยิน เธอเรียกฉันไปกินข้าวเช้า เหมือนทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ทั้งๆ ที่มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว!
ทั้งวันฉันก็แค่ทำเรื่องธรรมดาๆ อย่างล้างจาน ซักผ้า ช่วยแม่เก็บของจุกจิก ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงบ่นจนน่ารำคาญ แต่ตอนนี้มันกลับรู้สึกดีจนบอกไม่ถูกเลย!
ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง แต่ถ้ามันดีเท่ากับวันนี้ หรือดีกว่าวันนี้อีกนี้อีกนิด ฉันก็ยังพร้อมจะใช้ชีวิตให้คุ้มทุกลมหายใจเลยล่ะ!
วันที่ 2:
บอกตามตรง วันนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเมื่อวานเท่าไหร่ ชีวิตมันนิ่งจนฉันเริ่มสงสัยว่าความสงบแบบนี้มันดีจริงหรือเปล่า หรือมันแค่ซ่อนอะไรไว้กันแน่
เช้านี้แม่โดนน้ำร้อนลวกตอนชงกาแฟอีกแล้ว ก็อย่างเคยแหล่ะ แม่ชอบรีบทำทุกอย่างเสมอ ฉันพยายามจะห้ามแต่ก็ไม่ทันซักที เธอบอกว่า "แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก" แล้วก็ยิ้มให้เหมือนไม่เจ็บอะไรเลย แต่ก็ดีแล้วแหล่ะ
ขอบอกเลยว่าฉันคิดอยู่นานเลย ไม่รู้จะเขียนอะไรดี วันที่ซ้ำๆ แบบนี้มันไม่มีอะไรน่าจดจำเลย แต่ก็ไม่อยากข้ามมันไปเฉยๆ
แต่ตอนที่ฉันมาที่เตียง ฉันก็พึ่งนึกได้ว่าเมื่อวานมันเป็นวันเดียวกับวันที่ฉันตกลงไปในนรกสีเหลืองนั่น แต่ก็คงดีกว่าการกลับมาที่บ้านในอีก 2 ปีต่อมาอ่ะนะ แม่คงเป็นห่วงมากน่าดู
ชั่งเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปทำงานแล้ว งานวันแรกหลังจากกลับมายังโลกปกติ ฉันจะได้เจอกับคุณตาคนอีกครั้งสินะน่าตื่นเต้นจังเลย
วันที่ 3:
วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันได้กลับไปทำงานอีกครั้งในร้านเบเกอรี่ที่ดูเหมือนเดิมทุกอย่าง ยกเว้นตัวฉันเองอ่ะนะ
ฉันไม่ได้จับไม้พาย ไม่ได้เปิดเตาอบมาเกือบสองปีเต็ม พอกลับมาอบเค้กอีกครั้ง ฉันก็รู้ทันทีเลยว่ามือมันไม่แม่นเหมือนเดิมแล้ว ขนาดเพื่อนร่วมงานยังทำหน้างงกันเป็นแถว แบบว่า "นี่เธอใช่คนเดิมที่เคยทำเค้กได้เป๊ะทุกชั้นรึเปล่าเนี่ย?" ฉันเองยังแอบอายเลย ก็เมื่อก่อนฉันเคยเป็นพนักงานที่เก่งที่สุดของร้านนี้น่า!
แต่ถึงจะเฟลไปหน่อย ฉันก็ยังรู้สึกดีนะ เพราะมันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่รู้สึกเบื่อ อยากจะกลับบ้านจนใจจะขาด มันแบบว่ารู้สึกเหมือนมาทำงานวันแรกนะ ก็คงพูกแบบนั้นได้แหล่ะ
แค่เสียดายอยู่เรื่องเดียว คุณตาคนนั้นไม่มาที่ร้านเลย วันนี้ฉันรอเขาทั้งวัน อยากจะรู้จังเลยว่าเขาจะพูดอะไรกับฉัน
หวังว่าพรุ่งนี้จะได้เจอกันนะคะคุณตา
วันที่ 4 ไม่อีกแล้ว:
ฉันจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ชัด มีแค่เสียงเบรกดังลั่น แสงไฟหน้ารถวาบเข้าตา แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท
แต่ตอนที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฉันกลับไม่ได้อยู่บนถนน ไม่ใช่ในโรงพยาบาลด้วย แต่เป็นกลางป่า ป่าที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ต้นไม้สูงใหญ่จนบดบังท้องฟ้า ทุกอย่างดูเงียบ เงียบจนฉันได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจนเกินไป
ฉันเดินอยู่นาน ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีใครเลย มีแค่ฉัน กับความจริงที่เริ่มไหลเข้ามาในหัวช้าๆ
ทั้งหมดนั่น บ้านที่ฉันกลับไป แม่ที่เรียกชื่อฉันในตอนเช้า กลิ่นขนมปังในร้านเบเกอรี่ เพื่อนร่วมงานที่ยิ้มให้ มันไม่ใช่ความจริงเลย
มันคือสิ่งที่สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้น ที่ที่ฉันติดอยู่ตลอดสองปี
ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร
ถ้าคิดในแง่ดีมันอาจจะเป็นรางวัลที่สถานที่แห่งนี้มอบให้ฉันก็ได้ ใช่ก็บ้าแล้ว


