อัศเจรีย์ที่ถูกหลงลืม


"เอาล่ะ อธิบายให้กูฟังทีว่าเรามาทำอะไรที่ด่าน 109?"




"โอเคๆ จำตำนานหลอนๆในกระทู้ของกลุ่ม M.E.G. ได้มั้ย? ไอ้กระทู้โง่ๆเกี่ยวกับโถงทางเดินอะไรนั่นน่ะ?"





"เอ่อ จำได้ๆ ที่เราอ่านละก็นั่งขำกันเมื่อสัปดาห์ก่อนใช่มะ ทำไมหรอ?"



"
เอ่ออ มันอาจจะฟังดูบ้าบอไปหน่อยนะ.."





"เอาอีกละ"



"กูคิดว่า… กูเจอมันล่ะว่ะ ที่นี่"





"…"



"อะไรล่ะ?"





"จริงจังหน่อยดิวะ"



"เห้ยนี่ก็จริงจังอยู่นะเว้ย!"





"นี่มึงคิดว่าไอเรื่องแต่งของเด็ก 9 ขวบมันจะมีอยู่จริงหรอวะ"



"คือ ตอนแรกกูก็คิดว่ามันเป็นของปลอมเหมือนกันนะ แต่- เอางี้ มึงมาดูประตูบานนี้กับกูดีกว่า"





"เออๆก็ได้ แต่ถ้ามึงเกิดเข้าใจผิดขึ้นมา กูทิ้งมึงไว้ที่นี่เลยนะ"




"เห้ย มึงอย่าได้แม้แต่จะคิดเลยนะ ไม่งั้นนะ กูจะ-"








run_img1.png



"… ก็แค่ประตูป่ะวะ"



"ก็ใช่ แต่มึงเห็นรอยจางๆตรงประตูมั้ย?"





"ใครแม่งก็ทำรอยแบบนี้ได้ป่ะวะ—"



"—แต่รอยนี้มันดูขูดลึกมากเลยนะเว้ย เหมือนมีใครพยายามลบมันออก…"





"ไม่ก็มีคนเล่นพิเรนทร์เฉยๆ"



"ไม่ใช่คนเล่นพิเรนทร์แน่ๆอ่ะ มึงเปิดหน้ากระทู้นั้นอีกรอบดิ"





"เห้ออ ก็ได้ รอแปปนะ"


…หนึ่งในหนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าไปยังโถงทางเดินนี้ก็คือการก้าวข้ามประตูที่ถูกพ่นทับด้วยสัญลักษณ์อัศเจรีย์…





"อ่าหะ…"



"ไม่เอาน่า เราอาจจะสร้างประวัติศาสตร์ได้เลยนะเว้ย! ตำนานที่มีคนเจอว่าเป็นของจริงอ่ะ!"





"หรือไม่ก็เราตายซะก่อนที่จะได้ไปบอกคนอื่น"



"นะมึง เราแค่เข้าไปดูข้างในแล้วก็กลับออกมา โอเคมั้ย?"





"…"













"ก็ได้วะ เข้าไปแปปเดียวแล้วออกเลยนะ"



"อ่าว แล้วจะรออะไรอยู่อ่ะค้าบ"



RunForYourLife_Icon.png

run_img2.jpg



"… เอ่ออ นี่มันดู…"





"โคตรเงียบ กูขอเช็คหน้ากระทู้อีกรอบนะ"


…ห้องแรกที่คุณจะได้เจอเมื่อก้าวเท้าเข้าไปจะถูกห่อหุ้มด้วยโลหะสะท้อนแสง และส่องสว่างด้วยแสงสีแดงฉาน…


"ไหนวะแสง?"



"ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนี่มันอยู่ไหนดีกว่า?"





"… ไม่อยากพูดงี้เลย แต่มีทางเดียวที่เราจะรู้ได้"



"อ้าวทีงี้มึงอยากจะเข้าไปในโถงทางเดินสยองๆนั่นแล้วอ่อ?"





"กูไม่ได้อยาก แต่ทุกอย่างในนี้มัน… แปลกเกินไปว่ะ"



(เสียงไอ)





"เห้ย มึงโอเคป่ะเนี่ย?"



"ที่นี่ฝุ่นโคตรเยอะเลย ฝุ่นมันหนาเหมือนพวกตึกเก่าๆเลยอ่ะ เก่ามากด้วย"





"โห่ ก้าวขาเข้ามาแค่ข้างเดียวก็จะเดี้ยงซะละ"




"(ไอ) เออดิ ขอน้ำหน่อยๆ—"






run_img3.png



"… มันกลายเป็นแบบนี้ได้ไงวะ?"



"หมายความว่าไงอ่ะ??"





"ไม่รู้ดิ แต่ที่นี่มันเหมือน… ถูกลืมไปสนิทเลย มั้งนะ?"



"ฟังดูแปลกๆ นี่มันด่านในตำนานเลยไม่ใช่อ่อ?"





"เรื่องเล่าอ่ะ มันก็ทำให้สิ่งนั้นๆมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหรอกมึง ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เอาไปเล่าต่อแม่งก็บิดเนื้อเรื่องไปหมดจนไม่รู้ว่าต้นฉบับมันเป็นยังไง เป็นการถูกลืมที่โคตรโหดร้ายเลย"



"จ้า พ่อสุนทรภู่"





"เห้ยนี่กูจริงจังอยู่นะเนี่ย!"



"(ขำ) เออแต่เอาจริงๆที่มึงพูดมามันก็น่าสนใจนะ"





"จริงดิ เอาจริงๆกูคิดว่ามึงจะคิดว่ากูแพล่มไปเรื่อยซะอีก"



"ไม่ๆ กูชอบที่มึงบอกจริงๆนะ มันทำให้กูคิดอะไรต่อไปได้อีก เก็ทป่ะ"





"เห้ยมึงอย่าปลอบใจกูดิ้"



"เอ่อ- คือมัน- กูแค่-"





"เนี่ยมึงก็แค่อยากให้กูรู้สึกดีขึ้นเฉยๆ โห่-"



"ไม่ๆ กู- มึงให้เวลาดูหน่อยดิ กูมีอะไรจะพูดต่อจริงๆ กูแค่ขอใช้เวลาเรียบเรียงคำพูดหน่อยได้มั้ยเล่า!"





"โอเคๆ"






















"โอเค คือ- ความคิดแรกในหัวกูอ่ะ คิดว่า… นี่แม่งความผิดพวกเราป่ะวะ?"





"เอ่ออ มันคงไม่ใช่ความผิดของ “เรา” หรอกนะแต่-"



"เออกูรู้! พวกเราในที่นี้เนี่ยกูหมายถึง… ผู้คนที่อาศัยอยู่ในแบ็กรูมส์ทั้งหมดเลย “พวกเรา” เนี่ยแหละที่เป็นคนบอกเล่าเรื่องเล่าของด่านต่างๆที่เราเห็นใช่มั้ย? แล้วมีคนเล่าเรื่องพวกนี้มากี่รอบแล้ว? ใครบ้างที่ลืมบางส่วนไป? ใครบ้างที่ดัดแปลงเรื่องเล่าไป? เราแม่งก็แค่ค่อยๆทำให้ที่นี่มัน… เสื่อมเสียแบบช้าๆโดยที่เราไม่รู้ตัวกันเลย"





"โห คราวนี้ใครเป็นสนทรภู่กันแน่วะเนี่ย"



"เห้อ กูก็สมควรโดนมึงย้อนแหละ"





"แต่ก็จริงนะ กูก็คิดแบบนี้เลย ดีใจนะที่มึงเรียบเรียงทฤษฎีออกมาเป็นคำอธิบายได้แบบนี้"



run_img4.jpg

"เอ่อ.. นี่มันไม่ใช่โถงทางเดิน-"





"อ้ย! นี่มันห้องที่เอ็นทิตี้จะเริ่มรวมตัวกันป้ะ แปปนึงนะ"


…ในห้องเริ่มต้นนั้นจะมีประตูทั้งหมดสองบาน ประตูบานแรกจะถูกล็อคอยู่ แต่คุณจะสามารถได้ยินเอ็นทิตี้ต่างๆที่กำลังรวมตัวกันและพยายามพังประตูบานนี้ลง…


"โชคดีนะที่ตอนนี้มันไม่มีอะไรแล้ว ไม่งั้นตายกันหมดนี่แน่!"





"เออจริง ไม่น่าเหลือ โห ดูสภาพห้องนี่ดิ (เสียงสำลัก) เชี่ย กลิ่นโคตรเหม็นเหมือนมีอะไรตายเลย"



"โครงกระดูกบนพื้นที่มันของเอ็นทิตี้ประเภทไหนวะเนี่ย"





"… กูว่าอาจจะมีสักกองที่เป็นของสไมล์เลอร์ป่ะวะ"



"ไม่มีทางอ่ะ พวกนั้นมันแค่หน้าลอยได้ไม่ใช่หรอ"





"ไม่รู้ดิ ได้ยินมาว่าพวกมันมีร่างกายแบบไม่มีรูปร่างอยู่นะ"



"ละมันจะมีกระดูกได้ไงอ่ะถ้าร่างกายมันไม่มีรูปร่าง มันก็น่าจะแปลว่ามันไม่มีกระดูกตั้งแต่แรกละป้ะ ไอ้ง่าว"





"เห้ยอย่าด่ากูดิ ก็กูเคยได้ยินว่าพวกแบบ… กิ้งก่า นก งูไรงี้ก็มีกระดูกป่ะวะ"



"เออแต่งูนี่ก็เข้าใจได้อยู่ เลี้อยไวชิบหาย"











"โอเค เราออกไปจากห้องนี้ได้ยัง กูดมกลิ่นจนจะอ้วกแตกละเนี่ย"





"เออดีมึง ไปเหอะ"



run_img5.png


"อันนี้สินะ ประตูไปโถงทางเดิน"



"มึงคิดว่ามันจะยาว 10 กม.จริงป่ะ"





"เหอะ ไม่อ่ะ กูไม่สนหรอกนะว่าใครจะอึดถึกทนขนาดไหน ไม่มีทางอ่ะที่จะมีคนเอาตัวรอดออกไปได้ และกูก็ไม่เชื่อด้วยว่ามันจะมีคนที่วิ่งไปวัดระยะทางไปด้วย นี่มึงต้องวิ่งเพื่อชีวิตมึงเลยนะ"



"ก็จริง"





"โอเค มึงพร้อมมั้ย?"



"คิดว่านะ คือถ้าดูจากที่เราเจอกันมา กูคิดว่าเราคงไม่เจออะไรที่มันอันตรายหรอก.. แต่-"





"ก็กังวลอยู่ดีใช่มะ"



"อ่าหะ"





"ก็เข้าใจแหละ ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีอะไร บางทีไอ้พื้นที่ข้างหน้านี่อาจจะเป็นส่วนเดียวที่ยังเหลือรอดก็ได้ ก็แบบ ส่วนนี้มันส่วนหลักของด่านนี้หนิ"



"เป๊ะเลยมึง"





"เห้ย ไม่เป็นไรหรอกมึง เราอยู่ที่นี่ด้วยกัน กูอยู่ที่นี่กับมึง ถ้าเราเดินเข้าไปในนั้น ก้าวเท้าต่ออีกสักสองสามก้าว และเจอว่านรกมันยังคงอยู่ที่นี่ ถ้าเป็ยอย่างงั้น… มึงกับกูก็ยังอยู่ด้วยกันในห้วงสุดท้าย"











"เหอะๆ ขอบใจมึง"











"โอเค งั้นเปิดประตูเลยมั้ย"





"พร้อมเมื่อไหร่ก็จัดเลย"















"เย็ดแม่!"


RunForYourLife_Icon.png

run_img6.png



"ที่นี่มัน…—"





"—ดูพังเละเทะหมดเลย"



"พูดอีกก็ถูกอีก"





"นี่มัน… เชี่ย กูไม่รู้จะพูดอะไรเลยว่ะ"



"กระดูกแม่งเยอะกว่าห้องเมื่อกี้อีก เชี่ย!"





"อะไร? เป็นอะไร?"



"มึงดูที่กำแพงดิ"





"โห รอยข่วนยับๆเลย"



"…"





"เป็นไรมึง?"



"มันดู… หมดหวัง หิวโหย แหล่งอาหารของพวกมันน่าจะหมดไปตอนไหนซักตอนนึง"





"เชี่ยย พวกมันพยายามขูดกำแพงกินหรอ?"



"กำแพง พื้น อะไรก็ได้ที่อยู่รอบๆ… อาจจะเอ็นทิตี้เพื่อนพวกมันด้วยก็ได้"





"มึงคิดว่าพวกมันจะหันไปกินกันเองจริงๆหรอ?"



"ไม่ว่ามันจะเป็นหนทางแรกหรือหนทางสุดท้ายที่พวกมันคิดได้ ในจุดไหนซักจุดนึง พวกมันต้องทำแบบนั้นแน่ๆ มึงดูกระดูกบางกองดิ โดนฉีกกระชากเละเทะเหมือนกันเลย"





"เชี่ยไรวะเนี่ย นี่แม่ง โคตรเลวร้ายเลย"



"รู้สึกสงสารพวกมันขึ้นมาเลยใช่มะ"





"ใช่"



"…อืม เรายังต้องเดินอีกไกลนะมึง เดินต่อมั้ย?"





"จะเดินไปจริงๆดิ?"



"เห้ย มาขนาดนี้แล้ว ไปต่อเหอะ!"





"เอองั้น ไปดูกันว่าจะเจออะไรอีก"






"งั้นก็ออกเดินทางได้! สู่โถงทางเดินร้างอันไกลโพ้น!"



run_img7.jpg



"เออนี่มึง กูพึ่งนึกอะไรขึ้นมาได้"





"ห่ะ?"



"มึงรู้จักด่านนึงป้ะที่มันเป็นเหมือนถังขยะของพวกด่านที่หายสาบสูญไป มึงคิดว่าที่นี่มันหลุดออกมาจากด่านนั้นป่ะวะ"





"เอ่ออ ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงกูก็ไม่แปลกใจนะ แต่กูรู้สึกว่ามันควรจะพังเยอะกว่านี้อ่ะถ้ามันออกมาจากด่านนั้นจริง"



"เออก็จริงของมึง"





"แล้วก็อีกซักสองสามวิ มึงเขยิบไปทางขวาหน่อยนะ"



"เดี๋ยวนะ ทำไม- เห้ย!"





"เห็นมั้ยนั่น ระวังๆหน่อยดิ้"



(หายใจหอบ) "โอเคๆ ขอบใจมาก เชี่ย อย่างลึกเลย"





"โอเค จับมือกูไว้ เดี๋ยวกูพาข้ามหลุมต่อไป"



"เหอะๆ ขอบใจ"














run_img8.jpg



"เออนี่… ทฤษฎีที่มึงพูดอ่ะ"





"มึงยังเอาไปคิดต่ออยู่อีกหรอวะ?"



"เออ ก็ใช่ พอยิ่งเอามาคิดๆแล้วอ่ะ มันก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ"





"โอ้ยย นี่คิดไปถึงไหนละวะเนี่ย?"



"ถ้าแบบ สมมุติว่าทฤษฎีมึงมีส่วนถูก… ทฤษฎีนี้มันเอาไปใช้กับอย่างอื่นได้ด้วยป่ะวะ?"





"…ห้ะ?"



"มึงลองคิดตามดิ ถ้าการเล่าเรื่องต่อๆกันไปมันเปลี่ยนสภาพของด่านนั้นได้ แล้วเอ็นทิตี้ล่ะ? ผู้คนในนี้ล่ะ? แล้วเราล่ะ?"





"เห้ยๆๆ- โอเคเดี๋ยวนะ ใจเย็นก่อน-"



"ถ้าซักวันนึงมีคนเจอทางกลับบ้านเราขึ้นมา คนบนโลกจะยังจำเราได้อยู่มั้ยวะ? พวกเค้าจะยังเห็นเราเป็นคนอยู่มั้ย? กู- กูแค่-"





"โอเค มึงมองหน้ากูก่อน"



"…"





"สูดหายใจเข้าลึกๆ- เอ่อ เอาเท่าที่มึงไหวนะ ที่นี่ฝุ่นโคตรเยอะ"















"อย่างนั้นล่ะ ดี ดูดีขึ้นมาละหนิ"



"ก็… ก็คงงั้นนะ"





"นี่ มึงฟังกูนะ ทฤษฎีของกูมันก็แค่ทฤษฎี เข้าใจมั้ย? มันไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นเรื่องจริงซักหน่อย ที่นี่มันอาจจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ มันอาจจะหลุดเขาไปในพื้นที่แตกสลายแบบที่มึงบอกก็ได้ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้หมดแหละ"



"แต่มันก็ยัง-"





"—แต่ถ้าทฤษฎีกูถูกขึ้นมาจริงๆ ถ้าผู้คนสามารถถูกลืมเหมือนที่ด่านนี้เป็น ถ้าเราสามารถถูกลืมได้แบบด่านนี้ ถ้างั้นก็มาถูกลืมด้วยกันเถอะ"



"…"





"กูจะอยู่ข้างมึง ข้ามผ่านจุดจบของทุกอย่าง ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น"




















"เหอะๆ มึงนี่ปากหวานจริงๆเลยนะ… ขอบคุณนะ มาถูกลืมไปด้วยกัน"





"มาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้จักในจักรวาลกัน"





run_img9.jpg



"โถงนี้มันเป็นโถงที่ว่างเปล่าที่สุดเท่าที่เดินกันมาเลย"





"เออใช่ สังเกตเหมือนกันว่ามันไม่ค่อยมีซากปรักหักพัง… บ่งบอกอะไรบางอย่างได้ดีเลย"



"อะไรวะ?"





"มันบอกว่าพวกเอ็นทิตี้มันเดินมาได้ไกลแค่ไหนไงก่อนที่จะล้มหายตายจากไปหมด"



"อ๋อ เออก็เป็นไปได้นะ"





"เสบียงต่างๆในช่วงแรกของทางเดินมันน่าจะเริ่มหมด บางตัวก็น่าจะวิ่งมาลึกขึ้นเพื่อหาอาหาร"



"ไอเดียนี้มันไม่น่าเข้าท่าป่าววะ แบบ มันจะมีซักกี่คนที่วิ่งมาได้ถึงจุดนี้อ่ะ กูคิดว่าแถวนี้คงไม่ได้มีเสบียงเยอะมากหรอก"





"มึงลืมไปป่าวว่ามันอาจจะมีสิ่งของนู่นนี่โนคลิปหลุดมาแถวๆนี้ด้วยอ่ะ"



"ก็อีกนั่นแหละ มันจะมีของโนคลิปหลุดเข้ามาบ่อยแค่ไหนกันเชียว?"





"พูดอีกก็ถูกอีก"



"แต่มันก็ทำให้สงสัยอยู่นะ มึงคิดว่ามันมีเอ็นทิตี้ที่ออกไปจากที่นี่ได้มั้ย?"





"หมายถึงใช้ประตูตรงสุดทางเดินออกไปหรอ?"



"ใช่ๆ ทางออกมันไม่ได้มีไว้เฉพาะผู้พเนจรใช่มั้ยล่ะ? เอ็นทิตี้ก็คงออกไปได้เหมือนกันใช่มั้ย?"





"ถ้ามันฉลาดพอที่จะรู้ว่าตรงนั้นคือทางออก กูว่ามันก็คงมีตัวที่ออกไปได้แหละ"









"…เชี่ย มึงลองคิดดูดิว่าถ้า เอ็นทิตี้ทั้งฝูงในนี้มันหลุดออกไปหมดเลย มันจะเป็นยังไงวะ?"



"กูคิดว่าชีวิตพวกเราก็น่าจบอยู่แค่นั้นแหละ แต่ถ้ามันออกมาพร้อมกันหมด มันจะถูกส่งไปด่านต่างๆมั่วๆเลย หรือว่ามันจะออกมาที่ด่านเดียวกันวะ?"





"ถ้างั้นขอกูเช็คแปปนึงนะ"


…หากมีการเข้ามายังด่านนี้กันเป็นกลุ่ม พวกเขาจะถูกจับแยกไปอยู่คนละโถงทางเดินกัน จะไม่มีคนมากกว่าสองคนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้…





"ถ้าจากที่อ่านตรงนี้ ก็แปลว่ามันมีโถงทางเดินที่ซ้อนทับกันหลายๆชั้น แปลว่ามันจะต้องมีเอ็นทิตี้มากกว่านี้ที่อาจจะหนีออกมาได้และถล่มแบ็กรูมส์ส่วนอื่นๆ"



"…เชี่ยย เห้ย อย่างน้อยเราก็รู้แล้วป่ะวะว่าระบบนั้นน่าจะพังไปแล้ว ก็แบบ ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันไม่ใช่หรอ"





"ก็จริง"



"เดี๋ยวนะ… มึง เหมือนกูจะเห็นแสงไฟ-"


RunForYourLife_Icon.png

run_img10.jpg



"นี่เรา… มาถึงทางออกแล้วหรอวะ?"





"คิดว่างั้นนะ มึง กูรู้นะว่าทางเดินมันไม่ได้ยาวเท่าไหร่ แต่มันรู้สึกเหมือนว่าเราใช้เวลาหลายชั่วโมงในนี้เลย"



"ถึงนี่มันจะไม่ใช่… ประสบการณ์ที่กูคิดไว้ซักเท่าไหร่ แต่ก็ดีใจที่ได้ลองมานะ"





"และกูก็ดีใจนะที่มึงกล่อมให้กูเข้ามาด้วยได้ ถึงที่นี่มันจะกลายเป็นที่ที่ว่างเปล่าไปแล้ว กู… ยังคิดว่ามันน่าสนใจมากๆเลย"



"ใช่ มึงพูดถูกเลย!"











"เออ จะว่าไป… กูมีอะไรอยากเสริมให้ทฤษฎีมึงหน่อย"





"ได้เลยมึง กูพร้อมฟัง"



"มึงเคยพูดเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าต่อๆกันมา มันทำให้เรื่องราวต้นฉบับเปลี่ยนแปลงไป ใช่มั้ย? บิดเบี้ยวกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ตัดขาดจากความเป็นจริงของมันไปเลย ไม่ว่าตอนแรกมันจะเป็นยังไง"





"ใช่ๆ กูพูดแบบนั้น ทำไมหรอ?"



"มึงคิดว่า… บางทีมันอาจเป็นเพราะการทำแบบนั้นมันดีที่สุดแล้ว รึเปล่า?"





"พูดต่อเลย"



"กูหมายถึงว่า ถ้ามองจากมุมมองของคนที่เล่า มึงอยากจะเล่าเรื่องเรื่องนึง ผู้คนก็เฝ้าถามแต่เรื่องเดิมๆ และมึงก็คิดว่ามันน่าเบื่อ มึงก็เลยเขียนเรื่องราวขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนมุมมองของมันในแบบที่มึงไม่เคยได้เจอในเวอร์ชั่นต้นฉบับ"





"กูพอจะเดาได้ละว่ามึงจะพูดอะไร"



"มันอาจจะ… เป็นประโยชน์ก็ได้ป่ะวะ? กับตัวด่านเอง หรืออะไรก็ตามที่ถูกเล่าขึ้นมาอ่ะ?"





"เอ่ออ เอาเข้าจริงกูน่าจะยังเดาไม่ได้"



"เหมือนนกฟินิกซ์ไงมึง! พวกมันอาจจะตายไป แต่มันก็เกิดใหม่ได้ และบางทีก็อาจจะดีกว่าแต่ก่อนด้วย! มันก็เหมือนที่นี่อ่ะ เรื่องเล่าในกระทู้นั้นอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้! เราแค่ยังหามันไม่เจอแค่นั้นเอง!"





"… มึงแน่ใจนะว่ามึงอยากเจอด่านนั้นในเวอร์ชั่นนั้นอ่ะ?"



"เห้ย กูแค่ใช้ที่ที่เราอยู่เป็นตัวอย่างเฉยๆ แต่มึงลองนึกภาพตามนะ ด่านด่านนึงถูกปรับเปลี่ยนบางอย่างใหม่ แบบที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อน เพราะว่ามันมีใครคนนึงที่คิดว่าถ้าพัฒนาเรื่องราวที่เคยได้ยินมาแบบนี้มันน่าจะเหมาะ มึงว่ามันฟังดูเจ๋งและทรงพลังป่ะล่ะ?"





"กูว่ามึงเริ่มหลุดไปไกลละนะ"



"ก็อาจจะใช่! ความเป็นไปได้ในอนาคตมันน่าตื่นเต้นนะ แต่ขอกูเรียบเรียงคำพูดใหม่ก่อน เอ่ออ.. อ้อ! ที่กูอยากจะสื่ออ่ะ ก็คือถึงแม้ว่าบางอย่างจะถูกเปลี่ยนแปลงไป มันก็ไม่เป็นไรป่ะวะ การเปลี่ยนแปลงมันเจ๋ง น่าสนใจ มันเป็นรสชาติใหม่ๆในชีวิตอ่ะ มันน่าเบื่อนะที่บางอย่างแม่งก็เป็นเหมือนเดิมซ้ำไปซ้ำมาตลอด จริงมั้ย?”





"มึงนี่ก็… มองโลกในแง่ดีจริงๆนะ ถ้าพูดแบบนี้ก็เข้าใจได้แหละ"



"เห้ย ดีใจนะที่มึงฟังกูรู้เรื่อง"









"…งั้น มึงคิดว่ามันจะมีอะไรรอเราอยู่ข้างนอกทางออกนั้นวะ? กูว่าสภาพด่านแบบนี้ มันไม่น่าจะส่งเราไปด่านอื่นมั่วๆได้ ว่ามั้ย?"



"ใครจะตอบได้วะมึง กูไม่คิดอะไรมากหรอก อีกอย่าง… ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็จะเผชิญหน้ากับมัน"





"ด้วยกันนะ?"



"ใช่ ด้วยกัน"


คะแนน: +5+x

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License