Info
เขียนโดย Br Miller &
neptunium153
แนวคิดริเริ่มนั้นมาจาก Tocharian17 ซึ่งโพสต์บทความเกี่ยวกับห้องมะนิลาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 บนhttps://backrooms.fandom.com/wiki/Backrooms_Wiki วิกิแบ็กรูมส์แฟนด้อม หน้านี้ได้ถูกนำเข้ามายังวิกิแบ็กรูมส์วิกิดอทในเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 และเขียนใหม่โดย Hickory ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2022
ขอขอบคุณผู้คนเหล่านี้เป็นพิเศษ:
PixelPurple สำหรับการสร้างภาพเรนเดอร์ของห้องมะนิลา
SquibbleZombie สำหรับการติชมหน้านี้
CROOOKIE สำหรับการติชมหน้านี้
eggsyl สำหรับการติชมหน้านี้
DrAkimoto สำหรับการติชมหน้านี้
DivineAtlas สำหรับการติชมหน้านี้
- vange does not match any existing user name สำหรับการติชมหน้านี้
ผู้แปลไทยนั้นคือ Guy777
บทที่ 2 | ด่านสำคัญ หน้า 411
โศกนาฏกรรมของด่าน 0

คุณคงคุ้นชินกับการที่หลายๆด่านในแบ็กรูมส์จะเต็มไปด้วยเอ็นทิตี้ สภาพแวดล้อมโหดร้าย และทางออกที่มีอยู่น้อยนิด แต่ถึงพวกมันจะอันตรายสักแค่ไหน ด่าน 0 ที่ค่อนข้างปลอดภัยก็ยังครองอันดับจำนวนการเสียชีวิตที่สูงที่สุดในทุกๆปี
มีผู้คนบนโลกหายตัวไปราวๆ 50,000 คนต่อปี ในนั้น สันนิษฐานว่ามี 20,000 คนที่เคราะห์ร้ายทะลุผ่านขอบเขตของความเป็นจริงมาได้ และร่วงลงไปยังด่านๆแรกของแบ็กรูมส์
ด้วยความไม่เพียบพร้อมสำหรับอันตรายที่รออยู่ ผู้มาใหม่จึงเดินฝ่าไปในเขาวงกตสีเหลืองอันปรวนแปรอย่างยากลำบาก เพื่อมองหาทางกลับสู่โลกที่ไม่มีอยู่ จนต้องสิ้นใจจากความกระหายน้ำหรือความหวังที่สูญสิ้น ไม่หลุดรอดไปยังด่าน 1 ด้วยซ้ำไป
อ้างอิงจากจำนวนผู้คนจากโลกที่รอดชีวิตนานพอจะไปถึงด่านหน้าหรือชุมชน และระดับความอันตรายของตัวด่าน จึงสามารถประมาณการได้ว่าผู้คน 60-70% ในด่าน 0 เสียชีวิตลงก่อนจะพบทางออก เทียบได้ว่าเป็นจำนวนกว่าหมื่นคนต่อปี
ที่แย่กว่าก็คือการที่เราไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้เลย ภาวะแยกเดี่ยวป้องกันไม่ให้ใครภายในด่านสามารถพบเจอกันได้ แม้คนสองคนจะอยู่ข้างๆกัน พวกเขาก็จะไม่สามารถมองเห็นหรือพูดคุยกันได้ เมื่อคุณอยู่ในด่าน 0 คุณพึ่งพาได้แค่ตัวคุณเอง
แต่เมื่อพวกเขาหลุดออกมาจากด่าน 0 คุณก็จะสามารถช่วยพวกเขาได้! หากคุณเห็นใครที่กำลังหลงอยู่ในด่าน 1, ด่าน 2 หรือด่านหลังๆอื่นๆ มอบเครื่องดื่มดับกระหายให้กับพวกเขา และพาพวกเขาไปยังอารยธรรม ด้วยการร่วมด้วยช่วยกันนี้ เราจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้!
คำให้การจากแมรี่ มิตเชลล์ วันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1951
ภายใต้น้ำหนักของฉันและเป้เดินเขาบนหลัง ทุกย่างก้าวบนพื้นเปียกๆจะทิ้งแอ่งน้ำพรมเอาไว้ ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใหญ่พอจะใส่ทุกอย่างไว้ได้ ฉันลากแผ่นเพดานไว้ข้างตัว พร้อมแขวนกล้องไว้บนคอ
ฉันไม่ได้ผ่านโถงสีเหลืองมากว่าสิบหกปีแล้ว ครั้งล่าสุดที่ฉันอยู่ที่นั่นมันก็เป็นประสบการที่เราทุกคนคงคุ้นชิน… ตอนยังเป็นเด็กสาว ฉันกำลังกระโดดไปตามหินข้างแม่น้ำ แต่หินก้อนหนึ่ง มันมีตะไคร่เกาะ และฉันก็ลื่น แต่แทนที่จะร่วงลงน้ำ ฉันกลับกระแทกเข้ากับพรมสีเหลือง
ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการหาเพื่อนมนุษย์อีกคน ไม่รู้ว่าความพยายามนั้นสูญเปล่าเพราะภาวะแยกเดี่ยว
ไม่นานมากหลังจากนั้นฉันก็พบทางออก แต่ก็ต้องมาโพล่ในโถงคอนกรีตที่มีสัตว์ร้ายมากมายที่จ้องเขมือบฉันอยู่แทน ฉันไม่ชอบนึกถึงความทรงจำพวกนี้ แต่ฉันก็เป็นไม่กี่คนที่โชคดี
การหาทางออกมันขึ้นอยู่กับโชค และในครั้งนี้ฉันเดินมากว่าสามวันแล้ว เหนื่อยล้าจากเสบียงบนหลังและรำคาญจากเสียงจี่ของหลอดไฟ แต่ก็ยังออกจากด่านได้ไม่สำเร็จ ถ้าเป็นคนอื่นๆจากโลกที่ยังออกไปไม่ได้ ป่านนี้พวกเขาก็คงตายไปแล้ว เหตุผลเดียวที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะฉันพกอาหารและน้ำมาด้วย พอมาคิดดูว่ามีกี่คนแล้วที่ต้องตายลงที่นี่ มันก็ทำให้ฉันคลื่นไส้ ถ้าฉันหาหนทางช่วยพวกเขาได้ก็คงดี…
แต่จะให้ความคิดนั้นมาหยุดฉันก็คงไม่ได้ ฉันต้องจำไว้ให้ได้ว่าทำไมถึงต้องกลับมาทำภารกิจในนรกสีเหลือง
ฉันกำลังทำงานอยู่กับทีมของผู้พเนจรคนอื่นในการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ขึ้น เพื่อช่วยมอบความรู้และความบันเทิงให้กับผู้ที่เรียกโลกเหล่านี้ว่าบ้าน2 เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับแบ็กรูมส์ มันคงจะแปลกถ้าฉันไม่ได้ใส่วัตถุจากโลกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ด้วย ฉันเก็บส่วนหนึ่งของพื้น ผนัง เพดาน และหลอดไฟมาและใส่มันไว้ในเป้ปีนเขาของฉัน และก็กำลังนำพวกมันกลับไปยังพิพิธภัณฑ์
เมื่อฉันเห็นกำแพงเรืองแสงที่กำลังกะพริบอยู่ห่างๆ ฉันก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นั่นเป็นทางออกจากที่นี่สำหรับฉัน แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังเดินเข้าหาผนังนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงประหลาด เสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังร้องไห้ มันไม่ควรเป็นไปได้ ไม่ควรจะมีใครพบกันได้ในนรกสีเหลือง
ฉันเข้าใกล้ผนังเรืองแสงมากขึ้น และเสียงร้องก็ดังขึ้นตาม มันมีอีกสิ่งที่ประหลาด ผนังสีน้ำตาลที่ผิดแผกจากสีเหลืองปกติซึ่งมีกระดาษมะนิลาติดประดับ ประตูไม้นั้นเปิดอ้าอยู่กลางมัน
ใจฉันที่ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวปะปนกันไป เต้นจนแทบหลุดออกจากอก มันเป็นส่วนที่ยังไม่ถูกค้นพบในโลกแห่งนี้อย่างชัดแจ้ง และหนทางเดียวในการเรียนรู้สิ่งใหม่ก็คือการพุ่งเข้าสู่ความไม่รู้ ฉันต้องตรวจค้นที่นี่เพื่อเป็นความรู้ให้กับชุมชนของฉัน ฉันไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอะไรรอคอยฉันอยู่ แต่ด้วยมือนึงที่ถือปืนและอีกมือที่ถือกล้อง ฉันก็พร้อม
ฉันเหลือบมองในห้อง
ฉันถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ข้างใน ห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีกระดาษมะนิลาแบบเดิมแปะทับผนัง พื้นไม้แผ่น และโต๊ะแปดเหลี่ยมพร้อมเก้าอี้สองตัว
จากนั้นฉันก็พบเข้ากับสิ่งที่มันควรเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่มีร่างเป็นเด็กหนุ่มกำลังนั่งหลังคู้พิงผนังด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ฉันที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือตัวอะไร ได้ถามเขาไปว่าอยากให้ช่วยไหม แต่เด็กหนุ่มก็ไม่แม้แต่จะชายตามายังทิศทางของฉัน ฉันถามอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิท แต่เขาก็ยังนั่งซึมอยู่เหมือนเดิม
ฉันก้าวเข้าไปในห้อง เด็กหนุ่มมองดูฉันด้วยความตกใจ เขาสะดุ้งขึ้นและเริ่มแสดงท่าทีดีใจด้วยแรงอันน้อยนิดที่เขายังมีอยู่ เขาเดินมาหาฉัน แต่ก็ยกมือขึ้นและถอยหลังกลับเมื่อฉันชูปืนใส่
พอมองเข้าใกล้ๆ ฉันก็มั่นใจว่าเขาไม่ใช่เอ็นทิตี้ดุร้าย และได้ลดปืนลง ฉันพยายามสื่อสารกับเขา แต่เขาก็พูดภาษาที่ฉันไม่รู้จัก ฉันเอาขวดน้ำอัลมอนด์ให้เขาดู และเขาก็ดื่มมันจนหมด ฉันจับมือเขาไว้ หวังจะพาเขาไปยังสถานที่ปลอดภัย แต่เมื่อฉันออกมาจากห้องสีน้ำตาล ฉันก็ต้องผวา เพราะเขานั้นหายไปในอากาศ
ฉันเร่งเดินผ่านห้องสีเหลืองต่างๆเพื่อพยายามหาเขา แต่มันก็ไร้ผล ฉันกลับไปยังห้องที่มีวอลเปเปอร์มะนิลา และยืนอยู่นอกประตู และฉันก็เห็นเขากลับมาจากอากาศ เขาวิ่งไปรอบห้องด้วยความตื่นตระหนก
“ฉันอยู่ตรงนี้!” ฉันตะโกนไป แต่เขาก็เหมือนจะไม่ได้ยินฉัน
เมื่อฉันเดินกลับเข้าไปในห้อง เขาก็วิ่งมาหาฉันด้วยความดีใจ
และในหัวฉันมันก็กระจ่างชัด ภาวะแยกเดี่ยวไม่ได้มีผลกับทุกส่วนของโถงสีเหลือง
ระดับความยาก
0
ทรัพยากร: 5/5
ไม่มีของเหลวที่ดื่มได้
หนทางออก: 0/5
รับประกันทางออก
สภาพแวดล้อม: 0/5
ไม่มีภัยด้านสภาพแวดล้อม
เอ็นทิตี้: 0/5
ไม่มีเอ็นทิตี้ดุร้าย
ห้องมะนิลา เป็นห้องเล็กๆที่หาได้ยากภายในด่าน 0 ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดพบปะของผู้พเนจรในระหว่างการเดินทางผ่านด่าน และก็ยังเป็นทางเข้าสู่ด่าน 1 สำหรับผู้พเนจรที่เพิ่งโนคลิปเข้ามาใหม่
ภาพของห้องมะนิลา
คำอธิบาย
ห้องมะนิลาเป็นห้องแยกเดี่ยวขนาดแปดคูณแปดที่มีผนังหนาทึบภายในด่าน 0 ชื่อของมันมาจากสีเบจที่เป็นเอกลักษณ์บนวอลเปเปอร์ คล้ายของกระดาษมะนิลา มันมีพื้นปูไม้ ประกอบด้วยโต๊ะแปดเหลี่ยมและเก้าอี้สองตัว พร้อมประตูทางเข้าไม้ที่สองฝั่งห้อง ไม่มีอาหารหรือน้ำที่จะปรากฏขึ้นที่นี่ตามธรรมชาติ
จะมีเอกสารวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับแบ็กรูมส์และวิธีการโนคลิป ข้อมูลสำคัญในการหลุดพ้นจากด่าน 0 อีกทั้งภายในโต๊ะนี้ก็จะมีตู้ที่เก็บอาหาร น้ำ และเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบ็กรูมส์ที่ได้ถูกนำมาโดยอาสาสมัคร
ภาพผนังในห้องมะนิลา
เมื่ออยู่ในรัศมีใกล้เคียงกับห้องมะนิลา ภาวะแยกเดี่ยวของด่าน 0 จะเริ่มอ่อนกำลังลง จากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในห้อง ผู้คนที่เข้ามาในห้องมะนิลาจะปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า และหากมีคนสองคนเข้ามาในห้องมะนิลาในจุดเดียวกัน พวกเขาก็จะไม่ปรากฏขึ้นจนกว่าจะมีคนใดคนหนึ่งออกจากจุดนั้น นอกเหนือจากนี้เสียงจี่ของด่าน 0 ก็จะเริ่มเจือจางลงและจะมีเสียงเปียนโนชวนผ่อนคลายดังขึ้นแทน โดยเสียงๆนี้ก็เหมือนจะดังมาจากเพดานและผนังของห้องมะนิลา3 ได้มีรายงานว่ามันมีผลสงบจิตต่อทุกๆคนที่เข้ามาสู่ด่านย่อยนี้หลังการฟังเสียงจี่ของด่าน 0 มานานหลายวัน
โครงสร้างของด่าน 0 จะผันแปรอยู่ตลอดเมื่อไม่มีใครคอยสังเกต และตำแหน่งของห้องมะนิลาก็จะเคลื่อนไปตามห้องอื่นของด่าน 0 อย่างไรก็ตาม ภายในของห้องมะนิลาก็จะคงเดิมและไร้การเปลี่ยนแปลง ความเสียหายใดๆต่อพื้น ผนัง เพดาน หรือเฟอร์นิเจอร์ของห้องมะนิลาจะค่อยๆฟื้นคืนกลับมาในเวลาสองสามสัปดาห์หากไม่ถูกสังเกตโดยตรง
ประวัติศาสตร์
ห้องมะนิลาในรูปแบบปัจจุบันปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1950 ปีเดียวกับที่ด่าน 0 เริ่มแสดงลักษณะปัจจุบันซึ่งมีหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์4 ประวัติของห้องก่อนจุดนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดเนื่องจากบันทึกที่มีอยู่ไม่มากนัก
หลังการค้นพบของแมรี่ มิตเชลล์ที่ว่าภาวะแยกเดี่ยวนั้นไม่มีผลต่อห้องมะนิลา กลุ่ม I.M.B.H.5 ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้รอดชีวิตจากแบ็กรูมส์ ก็ได้ส่งเอกสารกระดาษหลากหลายภาษาเข้าไปในห้องมะนิลาอย่างรวดเร็ว เอกสารเหล่านี้มีข้อมูลเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในแบ็กรูมส์และหัวข้อที่คละกันไป ที่สำคัญนั้นคือวิธีโนคลิป คู่มือภาคสนามสำหรับเอ็นทิตี้อันตรายที่พบเห็นได้ทั่วไป และเส้นทางสู่ด่านสำคัญๆ ซึ่งหลายๆคนก็ได้รายงานว่ามันเป็นคู่มือที่มีประโยชน์สำหรับการตามหาอารยธรรม
กระนั้น เนื่องจากที่เอกสารเหล่านี้มักจะถูกนำออกไปเป็นประจำ กลุ่ม I.M.B.H. จึงจำเป็นต้องส่งผู้คนกลับไปที่ห้องมะนิลาเป็นกิจวัตร เพื่อใส่เอกสารไว้เพิ่ม เส้นทางจากด่าน 216 ด่านที่กลุ่ม I.M.B.H. ใช้ตั้งถิ่นฐาน และห้องมะนิลานั้นเป็นทางทุรกันดารหลายร้อยกิโลเมตร ตามแผนภาพด้านล่าง
เส้นทางที่เคยถูกใช้โดยกลุ่ม I.M.B.H. เพื่อเดินทางระหว่างด่าน 216 และห้องมะนิลา
หลายๆคนภายในกลุ่ม I.M.B.H. ไม่เชื่อว่ามันจะสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ แต่แมรี่ซึ่งกำลังนำองค์กรใหม่นี้อยู่ก็ยืนกรานว่ามันคุ้มค่าจะลอง
คำให้การจากแมรี่ มิตเชลล์ วันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1951
ฉันจ้องไปยังโถงมืดๆของศูนย์รวมในขณะที่กำลังรอ ป้ายทางออกสีเขียวเป็นสิ่งเดียวที่คอยเคียงข้างฉันในโอเอซิสอันเปล่าเปลี่ยว แสงไฟสาดสีเหลืองกระจายไปตามผนังคอนกรีตแข็งๆและถนนยางมะตอยอ้างว้าง
มันเป็นตาของฉันที่จะต้องทำงานต้อนรับให้พิพิธภัณฑ์ ประตูทางเข้าจะล็อกเองโดยอัตโนมัติ ใครสักคนเลยต้องเฝ้าใช้กุญแจด่านเปิดประตูเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเข้ามาได้ อย่างไรก็ดี ด้วยความที่แบ็กรูมส์นั้นมีมนุษย์อาศัยเพียงประปราย ผู้เยี่ยมชมจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ถ้าฉันไม่ได้กำลังทำงานเอกสารอยู่ ฉันก็จะนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ และมองไปยังผนังอีกฝั่งก่อนจะปล่อยใจเหม่อลอย
ฉันคิดเกี่ยวกับการเดินทางครั้งล่าสุดไปยังห้องมะนิลา ฉันถนอมเสบียงที่ขนไว้บนจักรยานเป็นวันๆ มันมากพอจะให้ฉันอาศัยอยู่ได้ในทะเลห้องเหลืองนั่นได้เลย ฉันเฉียดตายมาด้วยกันสองรอบ ครั้งแรกก็คือตอนที่ฉันเกือบกลิ้งตกไปในหลุมไร้ก้นบ่อ และครั้งที่สองเมื่อฉันเกือบหันเดินเข้าไปในห้องสีแดง ฉันหวังไว้ว่าการเดินทางมันจะคุ้มค่าในท้ายที่สุด หวังว่าเอกสารพวกนั้นจะช่วยชีวิตผู้ที่โชคดีพอจะพบเข้ากับห้องมะนิลา
ฉันหลุดออกจากการละเมอเมื่อฉันเห็นร่างเงากำลังเข้ามาหาฉันจากห่างๆ ในตอนที่เขากำลังก้าวเข้ามายังที่สว่าง ฉันก็สังเกตเห็นว่าร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เขาแบกเป้ใบใหญ่บนหลังและกำมีดไว้ในมือขวาในระหว่างกำลังเดินกะเผลกเข้ามา
ฉันเตรียมจะพูดบทเดิมๆที่พูดกับผู้เยี่ยมชมทุกๆคน และก็ได้ตะโกนออกไปว่า "สวัสดีค่ะ สบายดีไหมหรอคะ?" เขาชะงักไปก่อนจะถามว่านี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เอกสารเขียนถึงหรือเปล่า ฉันอ้าปากค้าง เอามือทุบโต๊ะ และยืนขึ้นในทันที "ใช่ค่ะ ขอต้อนรับค่ะ" ฉันพูดด้วยความดีใจ รอยยิ้มได้ปรากฏขึ้นบนหน้าของเขาในระหว่างที่เขากำลังวิ่งมาหาโต๊ะ ก่อนจะล้มคะมำลงบนพื้น "ผมทำได้แล้ว… ทำได้แล้ว…" เขาพูดอย่างสะอื้นสะอื้นด้วยเสียงที่แหบจนแทบไม่ได้ยิน
ฉันพูดชมความกล้าของเขา ว่าเขาควรภูมิใจแค่ไหนที่มาไกลได้ถึงขนาดนี้ เขาแสดงความซาบซึ้งถึงพวกเอกสาร "…ถ้าไม่มีเอกสารพวกนั้น… ผมก็คงตายไปแล้ว…"
คนอื่นๆมักถามฉันว่าทำไมฉันถึงกล้าเดินทางไปที่ห้องมะนิลา และฉันก็จะพูดเสมอว่า "เมื่อคุณได้เห็นสีหน้าของคนที่ถูกช่วยชีวิตแล้ว แค่ความรู้สึกที่ได้มันก็ล้ำค่าเกินกว่าอะไรๆแล้ว"
ในช่วงทศวรรษถัดมา เมื่อประชากรของแบ็กรูมส์ได้เติบใหญ่และเส้นทางการค้าเริ่มถูกพัฒนาขึ้น กลุ่ม I.M.B.H. ก็สามารถผลิตน้ำมันได้ง่ายยิ่งขึ้น6 ซึ่งแทนที่จะใช้จักรยานตามปกติเพื่อเดินทางในระยะไกล พวกเขาก็ได้เริ่มหันมาใช้มอเตอร์ไซค์กันแทน
คำให้การจากแมรี่ มิตเชลล์ วันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1965
ระหว่างที่อูมาร์กำลังค้นหาทรัพยากรจากโซนอยู่อาศัยอยู่ เขาก็พบกองเศษผ้าและกระดูกแตกๆไร้เนื้อหนังที่เหม็นเน่า พร้อมกระเป๋าโชกเลือด เหยื่ออีกรายที่ถูกเอ็นทิตี้ฆ่า… ฉันเห็นมันบ่อยจนชินชา และในทุกๆครั้ง ฉันก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้องของพวกเขาก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน
เมื่อมองดูในกระเป๋า เขาก็พบเข้ากับแฟ้มจากห้องมะนิลา กระดาษอาจจะมอบความรู้ได้ แต่มันก็ไม่ใช่อาหาร เมื่อคนเรากำลังหิวกระหายและเหนื่อยล้าผลประโยชน์ระยะยาวมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ความโหดร้ายของแบ็กรูมส์จะต้องถูกหยุดลงแค่นี้ ต้องมีใครทำอะไรมากว่านี้ ต้องมีชีวิตถูกช่วยมากกว่านี้
เริ่มตั้งแต่ปี 1965 แมรี่ มิตเชลล์ก็ได้เดินทางไปยังห้องมะนิลาเป็นกิจวัตร พร้อมกระเป๋าที่เต็มปริไปด้วยน้ำ อาหาร อาวุธ และเครื่องมือแพทย์ เธอจะรออยู่ในห้องนั้นเป็นวันๆเพื่อให้คนบนโลกพบกับเธอ เธอจะดับความกระหายของพวกเขา มอบอุปกรณ์ และบอกวิธีการเอาตัวรอด โดยคนที่เธอช่วยส่วนใหญ่จะสามารถเดินทางไปยังด่านอื่นได้สำเร็จ เมื่อเสบียงหมดลง ซึ่งเธอก็จะเดินทางกลับไปยังด่าน 216 เพื่อเติมเสบียง
เมื่อถึง ค.ศ. 1970 เธอก็ได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้มากกว่าสองร้อยคน ซึ่งไมตรีจิตนี้ก็ทำให้เธอเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชุมชนต่างๆของแบ็กรูมส์ จนเกิดเป็นชื่อเล่นว่า ‘มะนิลาแมรี่’ ผู้คนจะคอยบริจากเสบียงและเริ่มอาสาไปอยู่กับเธอในห้องมะนิลา และผู้อื่นในแบ็กรูมส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเธอ ก็ได้ริเริ่มขบวนการต่างๆเพื่อการกุศล เช่น ช่วยผู้หลงทางตามด่านต่างๆ ดูแลผู้เจ็บป่วย หรือกำจัดภัยอันตราย
เดลี่รูมส์
ห้องไร้จบ ข่าวไร้สิ้น
มะนิลาแมรี่เสียแล้ว
มะนิลาแมรี่ในปี 1969 กับหนึ่งในบุคคลที่เธอได้ช่วยเอาไว้
‘มะนิลา’ แมรี่ มิตเชลล์ผู้เป็นที่รักใคร่ได้ถูกพบเสียชีวิตตอนอายุ 46 บนด่าน 1 ในวันที่ 24 เมษายน ปี ค.ศ. 1973 รถจักรยานยนต์ของเธอพุ่งชนเข้ากับผนังด่านอย่างจัง จนส่งให้ชิ้นส่วนร่างกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่รอบข้าง
วันนี้เป็นวันที่น่าสลดสำหรับแบ็กรูมส์ ผมขอร่วมอาวรณ์กับเพื่อนคนอื่นๆของแมรี่ มิตเชลล์ เธอเป็นหนึ่งในคนที่ใจกว้างและเอื้อเฟื้อมากที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา
อูมาร์ ฮารูนา จากกลุ่ม I.M.B.H.
หลังถูกประกาศว่าสูญหายไปกว่าสามเดือน พบเห็นครั้งล่าสุดเมื่อกำลังออกเดินทางไปยังห้องมะนิลาตามกิจวัตร คาดว่าในระหว่างทางกลับเธอจะถูกไล่ล่าโดยเอ็นทิตี้ และในช่วงที่กำลังพยายามสลัดให้หลุดจากมัน ก็ได้ชนเข้ากับผนังด้วยความเร็วสูง และเสียชีวิตจากแรงกระแทกในทันที ไม่ก็ถูกปลิดชีวิตลงโดยเอ็นทิตี้ที่ไล่หลังมา
เดิมทีเธอได้มาจากฟรอนท์รูมส์จนถัดมาได้กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของกลุ่ม I.M.B.H. มะนิลาแมรี่อุทิศตนเองให้กับการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายในด่าน 0 ตัวเธอ ผู้บริจาก และอาสาสมัครต่างๆได้ร่วมช่วยชีวิตผู้คนไว้เป็นร้อยๆคน ร่างของเธอจะถูกนำกลับไปยังพิพิธภัณฑ์เพื่อฝังเคียงข้างสหายของเธอที่ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้า
การเดินทางผ่านแบ็กรูมส์นั้นเป็นการมุ่งเผชิญความอันตราย แมรี่ทราบดีถึงความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับเธอ แต่ผู้คนที่เธอได้มีโอกาสรักษาชีวิตเอาไว้ก็ทำให้มันคุ้มค่า แบ็กรูมส์เป็นที่ที่อยู่ยาก แต่ผู้คนที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยง เดินทางผ่านสู่ด่านต่างๆ ช่วยเหลือผู้ที่หลงทาง และมุ่งหาทรัพยากรใหม่ๆก็ได้ทำให้ชีวิตของเราทุกคนดียิ่งขึ้น
อูมาร์ ฮารูนา จากกลุ่ม I.M.B.H.
กลุ่ม I.M.B.H. ได้ประกาศถึงเจตนาของพวกเขาที่จะรวบรวมอาสาสมัครและเติมเสบียงให้กับห้องมะนิลาต่อไปในลักษณะเดียวกับที่มะนิลาแมรี่เคยทำ
เขียนโดยนีไฟ มิลเลอร์ เรียบเรียงโดยมิน เฉิน
1
เพราะการจากไปของแมรี่ อาสาสมัครจึงเริ่มกังวลว่าตนจะประสบกับชะตาเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้สนับสนุนหลายๆคนก็ได้เริ่มตั้งคำถามถึงผลประโยชน์ในการเติมเสบียงของห้องมะนิลา และการที่ทรัพยากรจะสามารถถูกใช้ได้คุ้มค่ามากกว่าในโครงการอื่น ซึ่ง ณ จุดๆนั้นของประวิติศาสตร์ก็ได้เกิดความไม่มั่นคงในด้านทรัพยากร เนื่องจากความขัดแย้งต่างๆระหว่างกลุ่มอิทธิพล
หลายเดือนถัดมา หลังจากที่มีการไถ่ถามจากสาธารณชน กาเบรียล เทรฟก็ออกแถลงประกาศว่าได้มีการประเมินภาพโดยรวม ซึ่งก็ได้บทสรุปว่ากลุ่ม I.M.B.H. ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะส่งเสบียงอาหารและน้ำอับมอนด์ไปยังห้องมะนิลาได้อย่างต่อเนื่อง ใน ค.ศ. 1973 จะมีผู้พเนจรเฉลี่ยอยู่ที่สามคนต่อวันซึ่งจะเข้ามาในห้องมะนิลาด้วยความหิวกระหาย ดังนั้นเสบียงจึงจะหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการไปยังห้องมะนิลาจะจำเป็นให้ต้องมีการเดินทางโดยเฉลี่ยที่ 750 กิโลเมตรบนด่าน 0 และอาสาสมัครต่างๆก็จะขนเสบียงบนจักรยานไปได้เพียงไม่กี่กิโลเท่านั้น7 การจะได้ผลลัพธ์ใดๆที่มีประสิทธิภาพจะต้องใช้คนมากมาย และก็ยังไม่นับรวมปัจจัยที่อาหารและน้ำกว่า 50% จะถูกบริโภคไประหว่างทางอีก
ห้องมะนิลาได้ถูกปล่อยทิ้งไว้นับทศวรรษ ไม่มีกลุ่มใดๆที่ถือครองมัน เนื่องจากความยากในการเข้าถึงที่เป็นอุปสรรค
กลุ่มเมเจอร์ เอ็กซ์พลอเรอร์ กรุ๊ป กลุ่มขนาดใหญ่ที่มุ่งเน้นไปที่การสำรวจแบ็กรูมส์ ซึ่งปรากฏขึ้นในช่วง ค.ศ. 2010 ได้ทำการวางเอกสารมอบความรู้ไว้อย่างเป็นครั้งคราวในห้องมะนิลา เช่นเดียวกับที่กลุ่ม I.M.B.H. เคยทำ แต่การลำเลียงเสบียงอาหารและน้ำไปก็ยังถูกพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพมากพอจะสร้างผลลัพธ์ใดๆ
ในปี ค.ศ. 2017 ฟีนิกซ์ เคซีย์ สมาชิกผู้ดูแลของกลุ่ม I.M.B.H. ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในแบ็กเน็ต ได้โพสต์ข้อเสนอต่อไปนี้ลงบนโซเชียลมีเดีย
ฟีนิกซ์ เคซีย์ 1 มีนาคม 2017ผมเห็นในหนังสือภวังค์ภูมิศาสตร์ชั้นมอปลายของลูกเขียนในส่วนด่าน 0 ว่ามันไม่มีอะไรที่เราจะทำได้เพื่อช่วยผู้คนที่ติดอยู่ในนั้น และทำไมมันถึงเป็นเรื่องน่าสลด
แต่ที่เราทำอะไรไม่ได้เลยมันจริงหรือเปล่าล่ะ?
เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้า มะนิลาแมรี่ วีรสตรีผู้หาญกล้าจากกลุ่ม I.M.B.H. ได้ช่วยผู้คนนับร้อยจากด่าน 0 โดยการพำนักอยู่ในห้องมะนิลา มอบน้ำ เสบียง และคำแนะนำให้กับใครก็ตามที่พบเข้ากับเธอ
ทรัพยากรในยุคของแมรี่มีความขาดแคลนมากกว่า แต่ในยุคสมัยนี้ เรามีฐานหลากหลายแห่งที่มีน้ำ8 อาหาร และเสบียงอื่นๆเหลือล้น
ถ้าแมรี่ทำได้ในวันนั้น ทำไมเราถึงจะทำมันในวันนี้ไม่ได้ เราสามารถจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้คนมากหน้าหลายตาได้
เพราะฉะนั้น ผมจึงขอประกาศการก่อตั้งมูลนิธิมะนิลาแมรี่ด้วยความภาคภูมิใจ
ด้วยแรงช่วยจากทีมอาสาสมัคร เราจะเข้าไปยังห้องมะนิลาเป็นระยะ วางเอกสารที่อธิบายวิธีการเอาตัวรอดในแบ็กรูมส์ ขวดน้ำอัลมอนด์ และทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นต่อการก้าวเดินต่อไปของผู้คนนับร้อย
แน่นอนว่าทรัพยากรจะหมดสิ้นไป แน่นอนว่าด้วยจำนวนของกลุ่มประทุษร้ายในสมัยนี้ ห้องๆนี้ที่ไร้การป้องกันจะถูกก่อกวนโดยพวกผู้ประสงค์ร้าย แต่หากมีผู้ประสงค์ดีมากเพียงพอ เราก็จะสามารถเต็มเสบียงในห้องและซ่อมบำรุงมันได้ ถ้าใช้รถมอเตอร์ไซค์ เส้นทางไปยังห้องมะนิลาก็จะอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ส่วนเสบียงเราก็สามารถรับมันได้จากฐานต่างๆทั่วด่าน 1
จะช่วยชีวิตคนได้ยังไง
คุณสามารถลงชื่อเพื่อเป็นอาสาสมัครได้ที่ manila-mary-foundation.org 💗
คุณสามารถจะมอบสิ่งบริจากได้ รายละเอียดนั้นอยู่บน manila-mary-foundation.org 💗
ได้มีการรับประกันความปลอดภัยของกลุ่ม I.M.B.H. โดยกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสันติภาพพหุภาคีแห่ง ค.ศ. 1950 ผมหวังว่ามูลนิธิมะนิลาแมรี่จะได้รับการคุ้มครองในลักษณะเดียวกัน ช่วยกันลงชื่อยื่นคำร้องเพื่อสนับสนุนการมอบสถานะภายใต้การคุ้มครองให้แก่มูลนิธิได้ที่: manila-mary-foundation.org/protect-the-foundation
มูลนิธิมะนิลาแมรี่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยฟีนิกซ์ เคซีย์ ด้วยรายชื่อกว่า 20,000 ชื่อที่ร่วมสนับสนุน สนธิสัญญาสันติภาพพหุภาคีแห่ง ค.ศ. 2018 ได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างกลุ่มแบ็กรูมส์หลายๆกลุ่ม9 เพื่อคุ้มครององค์กรดังกล่าว
ในช่วงปีแรกๆ มีอาสาสมัคร 10 คนที่ได้มาเข้าร่วม ห้องมะนิลาจะถูกเต็มด้วยเสบียงบริจาก ซึ่งถูกขนส่งโดยรถเข็นที่ผูกติดกับรถมอเตอร์ไซค์ แม้ว่ากระบวนการนี้จะยังมีประสิทธิภาพที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน10 ความทะเยอทะยานของเหล่าอาสาสมัครได้กระตุ้นให้มีผู้คนเข้าร่วมกับมูลนิธิมากขึ้น จนท้ายที่สุด แค่เพียงจำนวนของอาสาสมัครก็สามารถจะเต็มเสบียงห้องอย่างต่อเนื่องได้ แม้จะมีบุคคลนิรนามบางคนที่ได้วางกับดักไว้ในห้อง พวกมันก็ถูกนำออกอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ได้มีการคิดค้นแบตเตอรี่เจลฟ้าขึ้น ก็ได้มีการบริจากโมเพดสองสามเครื่อง11มาให้แก่มูลนิธิมะนิลาแมรี่ โมเพดเหล่านี้สามารถวิ่งได้ 3 วันเต็ม และหากแบตหมด ก็จะสามารถชาร์ตได้โดยปลั๊กไฟหรือขั้วหลอดไฟต่างๆตามด่าน 0 และด่าน 1 ซึ่งได้เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ปฏิบัติการเป็นอย่างสูง และทำให้อาสาสมัครสามารถขนอุปกรณ์อื่นไปพร้อมอาหารและน้ำ เช่น ปืนฉีดเพื่อความปลอดภัย
"ฉันหนีออกมาแทบไม่ทันจากเอ็นทิตี้ที่กัดขาฉันขาดไป ฉันโนคลิปเข้ามาในด่านใหม่ แต่เพราะเดินไม่ได้ เลยไม่มีทางหนี และฉันก็ถูกปล่อยไว้ให้ตาย ในจุดที่ฉันคิดแล้วว่าไม่มีความหวัง ก็มีคนแปลกหน้าพบฉันเข้าและช่วยฉันออกมาจากด่านนั้น
มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันถูกช่วยไว้ในระหว่างที่กำลังผจญภัย ฉันติดหนี้ชีวิตไว้กับคนอื่น ฉันเลยคิดไปว่าควรจะทำอะไรตอบแทน
เพราะเหลือขาข้างเดียว วันวานในการสำรวจด่านใหม่ๆของฉันก็ต้องจบลง แต่การขี่มอไซค์ใช้แค่ขาข้างเดียวก็พอแล้ว ฉันเลยเข้าร่ามมูลนิธิมาในปี 2023 และจากนั้นมา เราก็ได้มอบจุดตั้งตัวใหม่ให้กับชาวโลกที่ติดอยู่ในด่าน 0" ~ เอลดอน นีเดเคิน อาสาสมัครของมูลนิธิมะนิลาแมรี่
ทางเข้าและทางออก
แผนผังห้องมะนิลา
ทางเข้า
หนทางเดียวในการเข้าสู่ห้องมะนิลาก็คือการเดินทางผ่านด่าน 0 จนกว่าจะพบเข้ากับผนังสีน้ำตาลและประตูไม้
เนื่องจากที่โครงสร้างของด่าน 0 จะแปรผันอยู่ตลอด ห้องมะนิลาจึงพบเห็นได้ยาก แม้ผู้พเนจรจะเดินอย่างต่อเนื่องโดยไม่พักเป็นเวลา 24 ชั่วโมงในด่าน 0 โอกาสที่จะพบห้องมะนิลาก็จะอยู่ที่ 15% ผลลัพธ์ที่น่าสลดนั้นคือผู้คนที่หลุดเข้ามายังด่าน 0 จะมีแค่ประมาณ 12% ที่ไปถึงห้องมะนิลา ผู้คนส่วนมากจึงจะไม่สามารถเข้าถึงเสบียงที่เติมให้ได้
หากต้องการจะเข้าถึงห้องมะนิลาโดยตั้งใจ ยานยนต์ก็เป็นที่นิยมใช้ในการข้ามผ่านระยะทางที่กว้างใหญ่ของด่าน
ทางออก
การออกผ่านประตูไม้ของห้องมะนิลาจะนำผู้ออกกลับไปสู่ด่าน 0
การทุบผนังออกและสัมผัสเข้ากับฐานหินวอยด์ที่เผยให้เห็นเบื้องใต้จะเคลื่อนย้ายผู้สัมผัสไปยังด่าน 287
ทางออกที่นำไปสู่ด่าน 1 จะมีตำแหน่งอยู่ในรัศมีของห้องมะนิลา
ขอกล่าวสวัสดีถึงใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่ เราคือมูลนิธิมะนิลาแมรี่ และเรามาเพื่อจะช่วย!
คุณเอาอาหารและน้ำในห้องนี้ไปได้ตามสบาย พักผ่อนให้มันเต็มอิ่ม คุณได้บรรลุส่วนที่ยากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้แล้ว ภพภูมิที่คุณกำลังอยู่ในตอนนี้มีชื่อเรียกว่าแบ็กรูมส์ มีอีกหลายคนที่เคยติดอยู่ที่นี่และได้สร้างถิ่นฐานและถิ่นฐานชุมชนเอาไว้มากมาย เป้าหมายของคุณคือการไปให้ถึงถิ่นฐานเหล่านี้ เพราะนับจากนี้คุณจะต้องอยู่ในภพภูมินี้ไปตลอดชีวิต
การปรับตัวจากโลกที่คุณทิ้งไว้ด้านหลังจะยาก แต่อย่างได้สูญเสียความหวัง แม้จะในโลกพิศดารแห่งนี้ เราก็ยังมีกันและกัน ในสถานที่เปล่าเปลี่ยวแห่งนี้ เราจะสร้างอนาคตขึ้นใหม่ มนุษยชาติทุกคนในไพศาลภพแห่งนี้จะร่วมช่วยกัน
ในตู้ด้านล่างเราได้จัดเตรียมเอกสารสำหรับขั่นตอนถัดไปในการเอาตัวรอดของคุณไว้ เพราะเมื่อคุณทะลุผ่านผนังที่กะพริบไปแล้ว เส้นทางข้างหน้าก็จะไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ


