วัตถุที่ 44 - "น้ำหิมพานต์"
คะแนน: +2+x


Info

ต้นฉบับโดย yoyofluxyoyoflux
"มีการขอบคุณถึง Stretchsterz สำหรับการเพิ่มข้อมูลด่านติดลบ"

เขียนใหม่โดย: Positive123Positive123 หน้าผู้เขียน โดยใช้ร่างบทความของ MarshallThingsMarshallThings เป็นฐาน

ติชมโดย:
centurys lutecenturys lute [http://backrooms-wiki.wikidot.com/newcenturygallery|หน้าผู้เขียน]
VoshimynuelVoshimynuel
VixiepixieVixiepixie
ReyDayReyDay [http://backrooms-wiki.wikidot.com/reyday|หน้าผู้เขียน]
endless_watersendless_waters
captaiincaptaiin [http://backrooms-wiki.wikidot.com/captaiins-swag-author-page|หน้าผู้เขียน]
DrAkimotoDrAkimoto [http://backrooms-wiki.wikidot.com/akirooms|หน้าผู้เขียน]
XRaggiXXRaggiX [http://backrooms-wiki.wikidot.com/xraggix-s-author-page|หน้าผู้เขียน]
SquibbleZombieSquibbleZombie
Praetor3005Praetor3005 [http://backrooms-wiki.wikidot.com/the-meowrooms|หน้าผู้เขียน]

ให้ไฟเขียวโดย:
Praetor3005Praetor3005

IOTSPTS:

5

หมายเลขวัตถุ:Class:

44

คอนคอร์ดArea of Effect: ระบบการจัดประเภทวัตถุ

หายาก

ความหายากFrequency

อันตรายสูง

คุณประโยชน์Duration

ส่วนมาก

สถานที่ที่พบได้Intensity


คำอธิบายและคุณสมบัติ


800px-D%C3%BClmen%2C_Alte_Brennerei_L%C3%B6hning_--_2015_--_8677-81.jpg?20161124071531

ชุดของขวดน้ำหิมพานต์ที่ว่างเปล่า

น้ำหิมพานต์เป็นของเหลวที่อันตรายเป็นอย่างมาก พบได้บ่อยในด่านที่มีจำนวนประชากรเอ็นทิตี้ต่ำ มันจะปรากฏอยู่ในขวดที่คล้ายกับขวดไวน์ใส มักจะพบอยู่เดี่ยวๆทั่วทั้งด่านต่างๆของแบ็กรูมส์ แต่นานๆครั้งก็จะปรากฏอยู่เป็นชุดๆ

ในด้านของรูปลักษณ์นั้น น้ำหิมพานต์จะมีลักษณะที่เกือบจะเหมือนกันทุกประการกับน้ำอัลมอนด์ โดยข้อยกเว้นเดียวที่สามารถสังเกตได้ก็คือกลิ่นของมะม่วงหิมพานต์ จึงเป็นที่มาของชื่อวัตถุ การวิจัยเพิ่มเติมได้เผยให้เห็นว่าของเหลวนี้มีระดับ PH อยู่ที่ 9.0 และจะมีสีแดงชาดเมื่ออยู่ภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต

เมื่อน้ำหิมพานต์สัมผัสเข้ากับผิวหนัง ก็จะเกิดอาการชาเฉพาะจุดขึ้น ตามมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน ความรู้สึกนี้จะคงที่ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับระยะเวลาหรือปริมาณที่สัมผัสเข้าแต่อย่างใด

การบริโภคของเหลวนี้เข้าไปในปริมาณที่ต่ำกว่า 140 มิลลิลิตรโดยมนุษย์จะให้ผลที่ตรงกันข้ามกับน้ำอัลมอนด์ ร่างกายของผู้บริโภคจะเริ่มเสียแคลอรี่ไปอย่างผิดปกติ ผู้เห็นเหตุการณ์ได้รายงานถึงลักษณะอาการที่คล้ายกับการขาดอาหาร เช่นการลดขนาดลงของกล้ามเนื้อ อุณหภูมิกายที่ลดฮวบ สมาธิที่ลดน้อยลง และความระคายเคืองที่เพิ่มมากขึ้น ในปริมาณที่มากกว่านี้ ผู้บริโภคมักที่จะเสียชีวิตไปอย่างรวดเร็ว โดยจะประสบกับอาการต่างๆที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้า บางครั้งก็จะชักกระตุกอยู่บนพื้นในช่วงเวลาสุดท้ายของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกบริโภคเข้าโดยเอ็นทิตี้ น้ำหิมพานต์ก็จะเปลี่ยนไปทำหน้าที่เป็นสารกระตุ้นแทน โดยจะมอบความสามารถในการแก้ไขปัญหาและความกระตือรือร้นที่เพิ่มสูงขึ้นให้กับเอ็นทิตี้ตัวนั้นๆ การทดสอบได้แสดงให้เห็นว่าของเหลวนี้จะ "ช่วยเสริม" กิจกรรมในสมองของพวกมัน ส่งผลให้เกิดการส่งพัลส์แม่เหล็กไฟฟ้าในปริมาณที่สูงขึ้น

sbotle.jpg

ตัวอย่างของภาชนะสุญญากาศที่เหมาะสำหรับการใช้เก็บน้ำหิมพานต์

เอฟเฟ็กต์กระตุ้นในเอ็นทิตี้นี้สามารถที่จะคงอยู่ได้เป็นเวลานาน ซึ่งก็มักจะเป็นระยะเวลาระหว่างสองสามวันจนถึงสัปดาห์ เพราะเช่นนั้น ผู้พเนจรจึงไม่ควรที่จะพึ่งการรอให้ผลกระทบหมดไปในระหว่างที่ต้องเผชิญหน้าอยู่กับเอ็นทิตี้ที่ได้บริโภคน้ำหิมพานต์เข้าไป

กลิ่นที่รุนแรงของน้ำหิมพานต์จะสามารถดึงดูดเอ็นทิตี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้น้ำหิมพานต์ส่วนใหญ่ถูกเอ็นทิตี้บริโภคไป โดยเฉพาะในด่านที่มีจำนวนประชากรของพวกมันอยู่ชุกชุม และนี่ก็ยังทำให้ผู้ขนส่งวัตถุดังกล่าวเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยเอ็นทิตี้ ด้วยเหตุนี้ น้ำหิมพานต์จึงจะต้องถูกเก็บเอาไว้ในภาชนะสุญญากาศเพื่อความปลอดภัย มีทฤษฎีที่ว่าในยุคก่อนๆ น้ำหิมพานต์นั้นมีอยู่มากพอๆกับน้ำอัลมอนด์ เนื่องจากด่านต่างๆที่มักจะมีจำนวนเอ็นทิตี้ต่ำ ก็จะมีจำนวนน้ำหิมพานต์ที่มากขึ้นไปด้วย แต่เมื่อเอ็นทิตี้เริ่มทำการเสาะหาน้ำหิมพานต์เพื่อบริโภค จึงได้เกิดความไม่สมดุลขึ้นในปริมาณของพวกมันภายในด่านที่มีจำนวนเอ็นทิตี้สูง

คุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่งของน้ำหิมพานต์นั้นก็คือ เมื่อสัมผัสเข้ากับน้ำอัลมอนด์ มันจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำสะอาด ปฏิกิริยานี้จะเริ่มจากการที่ของเหลวทั้งสองจะปะทุฟองขึ้น ในลักษณะเดียวกับเมื่อกรดถูกผสมเข้ากับด่าง แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในอุณหภูมิเลยก็ตาม เนื่องจากปฏิกิริยาที่ค่อนข้างจะรวดเร็วและผลพลอยได้ของมันที่ไม่ค่อยจะมีพิษภัย ผู้คนส่วนใหญ่จึงใช้วิธีนี้เป็นหลักในการที่จะทำให้น้ำหิมพานต์หมดฤทธิ์ไป

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือบันทึกของการผสมของเหลวทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน ตามคำให้การของผู้เห็นเหตุการณ์แล้ว ได้ส่งผลให้เกิดระเบิดที่มีความรุนแรงขึ้น แม้จะไม่มีหลักฐานทางกายภาพหรือวิดีโอใดๆที่บันทึกเหตุการณ์นี้เอาไว้เลยก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการสูญหายไปทั้งหมดของน้ำยาไล่ยิ้ม ความพยายามทั้งหมดที่จะสร้างการระเบิดดังกล่าวขึ้นอีกครั้งนั้นล้มเหลว


ประวัติและการใช้งาน


การล่าสัตว์

คุณสมบัติดึงดูดของน้ำหิมพานต์ทำให้มันได้กลายมาเป็นวิธีการหลอกล่อ ดักจับ และทำให้เอ็นทิตี้สับสนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะค่อนข้างเสี่ยงก็ตาม

จดหมายจากกลุ่มผู้หลงทางได้ระบุว่าในยุคก่อนๆนั้น น้ำหิมพานต์จะถูกใช้ในการล่าเอ็นทิตี้เพื่อที่จะนำมากินเป็นอาหาร ภาพวาดของแท่งที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อล่อสคิตส์ พร้อมกับของเหลวดังกล่าวได้ถูกพบอยู่ในฐานเก่าของพวกเขา เช่นเดียวกับแบบแปลนของเครื่องพ่นที่เคยถูกใช้ในการล่าโฟบิกเซนติปิด น้ำหิมพานต์จะถูกพ่นเอาไว้ในหลายๆพื้นที่ ทำให้เอ็นทิตี้สับสน และอ่อนแอต่อการถูกลอบแถง และก็ยังมีการพบคู่มือสำหรับการล่าหมูพรายหนาวโดยการใช้น้ำหิมพานต์อยู่ในฐานนี้อีกด้วย

การล่าเอ็นทิตี้นั้นลดน้อยลงในที่สุด เนื่องจากที่ด่านต่างๆได้ถูกสำรวจมากขึ้น และแหล่งอาหารที่ปลอดภัยกว่าถูกค้นพบ อีกทั้งการมีความรู้ในด้านเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นก็ได้ส่งผลเป็นอย่างหนักต่อความนิยมในการล่าโดยรวม รวมไปถึงความอันตรายในการเก็บรักษาของเหลวนี้ ซึ่งก็ชัดเจนขึ้นเพราะของจำนวนผู้เสียชีวิตในหมู่นักล่าที่ค่อนข้างสูง

การล่าโดยใช้ของเหลวนี้ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งหลังปี 1970 ในช่วงที่เริ่มมีการก่อตั้งฐานขึ้นจากกลุ่มลีดเดอร์1ในด่านหลักๆหลายๆด่าน ความต้องการของอาหารและทรัพยากรจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะสั้นๆ ประสิทธิภาพของน้ำหิมพานต์ในการเป็นเหยื่อล่อได้ทำให้มันถูกใช้ในการล่าบ่อยมากขึ้นกว่าช่วงก่อนๆ ทั้งจากฝั่งที่มีพลังน้อยและมาก อย่างไรก็ตาม นี่ก็ได้ส่งผลให้เอ็นทิตี้อย่างเฮนส์และนกสวินเดิลถูกล่าจนเกือบจะสูญพันธ์ อีกทั้งจำนวนการเสียชีวิตที่ถูกบันทึกไว้โดยสถาบันกาลัก2ก็ยังเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วย

หนึ่งในฝ่ายที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้น้ำหิมพานต์ก็คือทีมอาร์ทิมิสของวงล้อมอาเรียน3 ก่อตั้งขึ้นในปี 20██ ทีมได้ใช้น้ำหิมพานต์เพื่อช่วยในการรวบรวมทรัพยากรให้กับกลุ่ม นอกจากที่จะใช้มันในการล่าเอ็นทิตี้เพื่อเนื้อแล้ว ทีมนี้ก็ยังจะล่าเอ็นทิตี้ที่อยู่ในประเภทไอเทมมิค4 อย่างจังก์ฮังก์5 ด้วยการล่อพวกมันเข้ามายังกับดัก และหลังจากนั้นจึงแยกชิ้นส่วนออกเพื่อทรัพยากรที่เหลือ

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้นภายในแบ็กรูมส์ก้ได้ส่งผลให้มีการค้นพบด่านและความก้าวหน้าในเทคโนโลยีที่มากยิ่งขึ้น อาหารสามารถที่จะถูกผลิตได้ในจำนวนมหาศาล และเช่นเดียวกับในอดีต การใช้งานน้ำหิมพานต์จึงลดน้อยลง

การต่อสู้

เนื่องมาจากผลกระทบเสียที่น้ำหิมพานต์มีต่อมนุษย์ มันจึงได้ถูกใช้เป็นอาวุธในความขัดแย้งระหว่างมนุษย์อยู่บ่อยครั้ง บันทึกที่ถูกเก็บกู้มาได้จากกลุ่มลีดเดอร์และเอ็มสเตเบิ้ล6มีแผนการหลายแผนในการใช้น้ำหิมพานต์ในการโจมตี ป้องกัน และลอบสังหาร แต่ถึงอย่างนั้น แผนเหล่านี้ก็ถูกยกเลิกไป โดยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะความเสี่ยงของมัน เอ็นทิตี้ที่จะถูกของเหลวนี้ดึงดูดมีโอกาสที่จะทำแผนต่างๆพัง และฐานที่ถูกจู่โจมด้วยน้ำหิมพานต์ก็จะมีเอ็นทิตี้เข้ามาอยู่ชุกชุมจนไม่สามารถถูกใช้อยู่อาศัยได้ในระยะหนึ่ง

อีกชุมชนหนึ่งที่ได้ร่างแผนในการใช้น้ำหิมพานต์สำหรับการต่อสู้เอาไว้ในช่วงเวลานั้น ก็คือสภาบริหารเมืองสแลม7 เป็นที่ทราบกันว่าจะมีกระปุกน้ำหิมพานต์ถูกซ่อนเอาในที่ต่างๆทั่วด่าน เพื่อไว้ใช้ในคราวที่ตัวเมืองจะถูกรุกรานโดยฝักฝ่ายภายนอก แม้จะมีการพิจารณาในการใช้พวกมันในสงครามของกลุ่มลีดเดอร์และเอ็มสเตเบิ้ล แต่ก็ไม่มีกระปุกไหนเลยที่ถูกใช้ตั้งแต่ที่มีการกักเก็บพวกมันไว้ในปี 1961

อีกเหตุการณ์ที่โด่งดังซึ่งมีการใช้น้ำหิมพานต์ก็คือในระหว่างการต่อสู้ในโรงสกัดทรัพยากรที่ 3 ของ B.N.T.G.8 ที่กลุ่มผู้บุกรุกฐานได้ยิงน้ำหิมพานต์เข้าใส่บุคลากรของ M.E.G. โดยใช้ปืนฉีดพ่น ซึ่งก็ไม่เพียงแต่จะชะลอและทำให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามของ M.E.G. บาดเจ็บลงอย่างหนักได้ แต่ก็ยังจะดึงดูดแวรงเลอร์ขนาดเล็กสองสามตัวเข้ามาในพื้นที่ จนเกิดเป็นความเสียหายให้กับโรงสกัดมากยิ่งขึ้นไปอีก

ในสงครามส่วนใหญ่ น้ำหิมพานต์มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทรมาณ เนื่องจากที่มันจะมีโอกาสมากกว่าที่จะทำให้ผู้ถูกกระทำบาดเจ็บ ในความขัดแย้งที่ผ่านๆมา ได้มีผู้ที่ใช้วัตถุนี้ในการเค้นข้อมูลและทำการก่อกวนในสงครามกองโจร เช่นในการทำสงครามกับศาสนจักรแห่งผู้แอบแฝงในด่าน 6, 7, 8 และ 9 คุณสมบัติของวัตถุนั้นล้างผลาญเกือบทุกสิ่งอย่าง ถิ่นฐานนับร้อยถูกทำลายลงโดยฝูงเอ็นทิตี้คลั่งที่ตามรอยน้ำหิมพานต์มา รวมไปถึงกรณีที่ผู้พเนจรถูกบังคับหรือทรมาณด้วยน้ำหิมพานต์ ไม่ว่าจะผ่านการเทของเหลวนี้ลงบนผิวหนัง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดมหาศาล หรือผ่านการบังคับป้อนน้ำหิมพานต์ ที่จะทำให้เกิดอาการขาดสารอาหาร

ความเสียหายที่เป็นผลมาจากการใช้งานน้ำหิมพานต์เป็นอาวุธนี้ ได้ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงและความขัดแย้งกันอยู่หลายครั้งในกลุ่มของวงล้อมอาเรียน โดยที่แอดเลอร์ หัวหน้าทีมธานาทอส9 ได้ร้องขอให้มีการห้ามใช้งานน้ำหิมพานต์โดยกลุ่มของวงล้อมอาเรียนทั้งหมด แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เนื่องด้วยประสิทธิภาพในการเป็นเหยื่อของมัน คำขอทั้งหมดจึงได้ถูกปัดตกไปโดยอเล็กซิส โลรองต์ หัวหน้าทีมอาร์ทิมิส จนถึงทุกวันนี้ น้ำหิมพานต์ เช่นเดียวกันกับออแกนนิกันส์ ก็ยังคงเป็นจุดตึงเครียดกันระหว่างทีมอาร์ทิมิสและทีมธานาทอส

เหล่าสาวกของเจอร์รี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้น้ำหิมพานต์เพื่อจุดประสงค์ในการต่อสู้ พวกเขาจะใช้ของเหลวนี้ในการดึงดูดความสนใจ สร้างความแตกตื่น และทำให้ฐานนั้นๆหมดสภาพ เพื่อที่จะให้การทำลายสถานที่ที่พวกเขาต้องการเป็นไปอย่างราบรื่น

ในปี 20██ ได้มีการจัดการประชุมใหญ่ขึ้นในด่าน 11 ระหว่างกลุ่มที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด เช่นเดียวกัยชุมชนเล็กสิบกว่าชุมชน การประชุมครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อควบคุมและตัดสินว่าความขัดแย้งในอนาคตควรที่จะถูกสู้อย่างไร แม้ว่ากลุ่มใหญ่ๆเกือบทั้งหมดจะได้มาเข้าร่วมในการประชุมนี้ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นที่น่าสังเกต เช่น กลุ่ม U.E.C.10 และกลุ่มเรเวอเรนซ์11 ที่ไม่ได้มาเข้าร่วมด้วย โดยกลุ่มเหล่านี้ก็ยังคงจะใช้น้ำหิมพานต์ต่อไปโดยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นระหว่างการประชุม
ซึ่งรวมไปถึงการห้ามไม่ให้มีการทำร้ายพลเรือน และการบังคับห้ามใช้งานวัตถุบางประเภทอย่างเคร่งครัด เช่น หมากฝรั่งทึบหัว และน้ำหิมพานต์12

การการุณยฆาต

น้ำหิมพานต์ เมื่อถูกบริโภคเข้าในปริมาณมาก จะส่งผลให้ผู้บริโภคเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็วและไร้ความเจ็บปวด ที่น่าสนใจก็คือ เชื้อโรคภายในร่างของผู้ที่เสียชีวิตด้วยวิธีนี้ก็จะตายไปเช่นกัน รวมไปถึงเชื้อโรคที่มีต้นกำเนิดภายในแบ็กรูมส์ด้วย เช่น เชื้อดีซิส และครอว์เลอร์

ในปี 20██ ซึ่งก็เป็นช่วงที่เพิ่งจะมีการค้นพบเอฟเฟ็กต์นี้ กลุ่ม M.E.G ได้ทำการออกกฎห้ามใช้น้ำหิมพานต์ทั้งหมดขึ้น จากความพยายามของโอเวอร์เซียร์ B และอันเดอร์เซียร์ โซมาเลีย แฮงค์ส อย่างไรก็ตาม การระบาดครั้งล่าสุดของเชื้อราครอว์เลอร์ได้ส่งผลให้มีการยื่นคำร้องให้อนุญาติการใช้งานน้ำหิมพานต์เพื่อที่จะทำการการุณยฆาตเหยื่อของเชื้อราครอว์เลอร์ ได้มีการโต้เถียงหลายครั้งที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุย แต่ในท้ายที่สุดก็มีการอนุญาติให้มีการใช้ของเหลวนี้เพื่อจุดประสงค์ในการวิจัยเชื้อรานี้ได้

ไม่เหมือนกับกลุ่ม M.E.G. กลุ่ม U.E.C. นั้นมักจะใช้น้ำหิมพานต์เพื่อการการุณยฆาตอยู่บ่อยครั้ง ในระหว่างที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อราครอว์เลอร์ กลุ่ม U.E.C. ก็ได้ใช้ของเหลวนี้เข้ากับผู้ติดเชื้อ เพื่อที่จะหยุดการเติบโตและควบคุมการระบาดเอาไว้

Bottle%2C_medical_%28AM_1962.96-4%29.jpg

ขวดใส่น้ำหิมพานต์สำหรับนักวิจัยที่ติดเชื้อเมือกอเวจี

หนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดของการกระทำนี้ก็คือ ในช่วงที่เกิดการรั่วไหลของน้ำที่ถูกปนเปื้อนไปด้วยเชื้อราครอว์เลอร์ เข้าไปยังด่านหน้าย่อยของกลุ่ม U.E.C บนด่าน 3 ที่มีชื่อว่าเรือนกาฬ13 เมื่อข่าวมาถึงหู กลุ่ม U.E.C. ก็ได้ส่งหน่วยปฎิบัติการไป ซึ่งพวกเขาก็ได้ทำการจับผู้ที่ติดเชื้อแยกออกมา และบังคับป้อนน้ำหิมพานต์ให้กับพวกเขา เพื่อที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของราครอว์เลอร์ในพื้นที่ของด่าน 3 คร่าชีวิตสมาชิกในฐานไปหนึ่งในสาม และก็ได้ส่งผลให้ชุมชนดังกล่าวล่มสลายลงจากการโดนฝูงเอ็นทิตี้บุกถล่ม

นอกเหนือไปจากเชื้อโรคต่างๆแล้ว เอ็นทิตี้อีกตัวหนึ่งที่แพร่กระจายผ่านเชื้อ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากน้ำหิมพานต์ก็คือคิไร หากผู้ติดเชื้อบริโภคน้ำหิมพานต์เข้าไปก่อนถึงระยะที่สามของเมือกอเวจี พวกเขาก็จะตายโดยที่ไม่ถูกควบคุมโดยคิไร เช่นเดียวกับเมื่อช่วงเชื้อราครอว์เลอร์ระบาด การใช้วัตถุในวิธีนี้ก็ได้ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันว่า มันควรที่จะถูกใช้เพื่อป้องกันไม่ให้คิไรได้โฮสต์ใหม่ไปใช้งานหรือไม่ จนกระทั่งในท้ายที่สุด ก็ได้มีการตกลงกันว่าน้ำหิมพานต์จะถูกใช้เป็นทางเลือกฉุกเฉินสำหรับนักวิจัยเอ็นทิตี้ 73 ที่ได้สัมผัสเข้ากับเมือกอเวจี

อีกทั้งในภายหลังก็ได้มีการพิสูจน์ว่าน้ำหิมพานต์จะมีคุณสมบัติในการกำจัดเมือกอเวจีด้วย เนื่องจากที่มันจะสามารถเจือเมือกอเวจีลงและขจัดพิษภัยใดๆทิ้งไป แม้ว่ากลุ่ม M.E.G. จะไม่ได้ใช้น้ำหิมพานต์เพื่อการนี้ แต่ก็ไม่สามารถพูดอย่างเดียวกันได้กับกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่ม U.E.C., ซึ่งก็ใช้ของเหลวนี้อย่างถมเถเพื่อจะกำจัดตังอย่างทั้งหมดของเมือกอเวจี



การแลกเปลี่ยน


หลังจากที่ได้มีการประชุมใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งได้สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้งานใดๆของน้ำหิมพานต์ในการต่อสู้ ความต้องการของวัตถุนี้ก็ลดลงในฝักฝ่ายต่างๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่เนื่องมาจากคุณสมบัติพิเศษของมัน การซื้อขายของวัตถุนี้จึงยังคงมีอยู่ต่อไป

ต่างไปจากฝักฝ่ายส่วนใหญ่ กลุ่ม B.N.T.G จะมีการผ่อนปรนมากกว่าในเรื่องการใช้งานวัตถุนี้ โดยจะสนับสนุนตลาดหลักและช่องทางอื่นๆที่ซื้อขายพวกมัน เช่น ตลาดสำนักงาน และสำนักงาน EL3A จะสามารถซื้อวัตถุนี้ได้ด้วยเงิน B.N.T.G.14 หรือวัตถุอื่นๆ เช่น น้ำอัลมอนด์15 อย่างไรก็ตาม ฐานเหล่านี้ก็จะไม่รับซื้อพวกม้น หากมันไม่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในภาชนะสุญญากาศ

กลุ่ม B.N.T.G นั้นยังใช้น้ำหิมพานต์เพื่อที่จะตั้งพื้นที่ปลอดภัย โดยการฉีดของเหลวนี้เพื่อล่อเอ็นที่อันตรายออกไปจากฐานของพวกเขา และที่อื่นๆที่พวกเขาใช้อยู่อาศัย ได้มีการใช้วัตถุในรูปแบบนี้กับฐานหลายแห่งของพวกเขา รวมไปถึงชั้นที่ 283 ในด่าน 13 และโกดังเก็บของบนด่าน 3 จนกระทั่งปี 2019 ผู้พเนจรจะสามารถยื่นขอให้สามารถเข้าไปอยู่ในที่พักอาศัยที่ยังไม่มีการครอบครองได้ แต่ก็จะต้องแลกมาด้วย "ค่าคุ้มครอง"16 อย่างไรก็ดี ก็ได้มีฝ่ายปริศนาเข้ามาหยุดการปฏิบัตินี้ลง

การใช้น้ำหิมพานต์อย่างสุรุ่ยสุหร่ายของ B.N.T.G. นี้ได้กลายมาเป็นจุดขัดแย้งกันในความสัมพันธ์กับกลุ่ม M.E.G. โดยที่กลุ่มหลังก็ได้คัดค้านการใช้งานหลายๆประการจากกลุ่มแรก มีการร้องขอและประชุมทางการทูตขึ้นหลายครั้ง เพื่อที่จะหยุดไม่ให้ B.N.T.G. ใช้ของเหลวนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด

ฐานกักข้อมูลนิรันดร์เป็นผู้ซื้อขายรายใหญ่อีกรายของน้ำหิมพานต์ โดยที่สถานีและด่านหน้าของพวกเขาก็จะรับแลกของเหลวนี้ แต่จะต่างไปจากกลุ่ม B.N.T.G. ที่จะรับเงินตราและของแลกเปลี่ยน ฐานกักข้อมูลนั้นจะรับเพียงแค่ข้อมูลเท่านั้น ปริมาณของเหลวที่ได้รับนั้นจะขึ้นอยู่กับมูลค่าของข้อมูล ซึ่งจะถูกกำหนดโดยตัวแทนของฐานกักข้อมูล17 เช่นเดียวกันกับ B.N.T.G. ฐานกักข้อมูลจะไม่รับน้ำหิมพานต์ที่ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในบรรจุเอาไว้ในภาชนะสุญญากาศ

ผู้พเนจรสามารถที่จะขอทำข้อตกลงได้โดยการติดต่ออีเมลทางการของฐานกักข้อมูลนิรันดร์ หรือเข้าไปยื่นคำขอที่แผนกต้อนรับของฐานกักข้อมูลสักแห่งหนึ่ง หลังจากนั้น สมาชิกของฐานกักข้อมูลก็จะนำทางคุณไปยังห้องเฉพาะ จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและของเหลวกันในห้อง จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็จะเกินออกไป โดยที่ก็จะไม่มีการพูดถึงการพบปะดังกล่าวอีก

แม้ว่าน้ำหิมพานต์นั้นจะถูกจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แต่น้ำก็ยังคงถูกห้ามนำเข้าภายในฐานส่วนใหญ่ เนื่องจากความกังวลที่ว่าน้ำหิมพานต์อาจดึงดูดเอ็นทิตี้ต่างๆเข้ามาได้ M.E.G. จะห้ามไม่ให้มีการใช้งานวัตถุนี้โดยที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตั้งแต่การจำคุก 3 เดือนจนถึงเนรเทศออกไปจาก M.E.G.


บทสรุป


น้ำหิมพานต์นั้นเป็นวัตถุที่มีความหลากหลายมากที่สุดในแง่ของการใช้งาน แม้มันจะมีประโยชน์อยู่บ้าง เช่น การนำมาใช้ล่าเอ็นทิตี้เพื่อทรัพยากรและสารอาหาร มันก็สามารถที่จะถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ดีได้เช่นกัน เช่นในการต่อสู้ ซึ่งมันจะเป็นอาวุธที่ผิดจริยธรรมเป็นอย่างสูง และการใช้งานอื่นๆ เช่นการการุณยฆาตการ ที่ก็ยังคงเป็นหัวข้อในการโต้แย้งกันอยู่

ในขณะที่บางคนนั้นอาจจะเห็นน้ำหิมพานต์เป็นทรัพยากรหรือเครื่องมือที่มีประโยชน์ คนอีกกลุ่มก็จะเห็นมันเป็นอาวุธที่น่าสะพรึงกลัว หรือภาระที่มีความอันตราย ชุมชุนบางชุมชนจะยินดีแลกเปลี่ยนมัน ในขณะที่บางชุมชนจะลงโทษผู้ที่มีมันไว้ในครอบครอง ดังนั้นผู้พเนจรจึงควรที่จะใช้น้ำหิมพานต์ด้วยความระมัดระวัง และก็ควรทราบถึงสถานการณ์ทางการเมือง รวมไปถึงความเสี่ยงตามธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นจากการมีน้ำหิมพานต์ไว้ในครอบครอง



เว้นแต่จะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น หน้าเพจนี้ได้รับอนุญาตภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License