| หินวอยด์ | |
|---|---|
| หินวอยด์ที่ถูกเปิดออกในกำแพงของด่าน 92 หลังที่ได้มีการระเบิดมันออก | |
| ชื่อ | หินวอยด์ หินทมิฬ (โบราณ)1 |
| สูตรเคมี | ไม่ทราบ |
| ลักษณะ | ของแข็งทึบแสงดำสนิท |
| ความหนาแน่น | ไม่ทราบ |
| จุดหลอมเหลว | ∞ |
| จุดเดือด | ∞ |
| ความจุความร้อน | ∞ |
| ความต้านไฟฟ้า | ∞ |
| ความต้านทานแรงดึงสูงสุด | ∞ |
| การเปลี่ยนผ่านความร้อนสูงสุด | 113 W/m2K |
| อันตราย | |
| อันตรายหลัก | การลื่นไถล แผลไหม้ แผลน้ำแข็งกัด |
| เพชรไฟ | ![]() |
วัตถุที่ 50 หรือที่รู้จักกันในชื่อ หินวอยด์ เป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีสีดำสนิท และไม่สามารถถูกเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งถูกพบฝังอยู่ภายในผนัง พื้น และเพดานของหลายๆด่าน คอยป้องกันไม่ให้ห้องนับล้านตารางกิโลเมตรถล่มลงมาได้ นอกจากนี้ มันก็ยังสามารถถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ และก็เป็นที่ทราบกันว่าสิ่งเหล่าเป็นเป็นแหล่งพลังงานให้กับพื้นที่หลายๆส่วนของแบ็กรูมส์อีกด้วย
คำอธิบาย
หินวอยด์นั้นไม่สามารถถูกทำลายลงได้ มันไม่เคยบิดเบี้ยว แตกร้าว เสื่อมสภาพ หรือเสียรูปลักษณ์ และไม่ว่าจะมันได้รับแรงดันมากขนาดไหน มันก็ไม่ขยับ คุณสมบัตินี้มีความคล้ายคลึงกับคุณสมบัติของลูกกรงในด่าน 3 หรือกระเบี้องของด่าน 37
ลำแสงที่มองเห็นได้ทั้งหมดที่กระทบเข้ากับหินวอยด์นั้นจะถูกดูดซับ พื้นผิวทั้งหมดของหินช่องว่างจะมีสีดำสนิทเหมือนกันไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะมุมหรือขอบได้ ดังนั้น ตัวอย่างของหินวอยด์จึงมีรูปลักษณ์เป็นสองมิติ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบอื่นๆ เช่น รังสีเอกซ์ นั้นจะถูกดูดซับเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุก็จะสามารถทะลุผ่านมันไปได้ ซึ่งก็ทำให้วายฟายสามารถทะลุผ่านผนังต่างๆได้
ถึงแม้ว่ามันจะดูดซับแสงทั้งหมดที่เข้ามากระทบก็ตาม แต่ก็จะไม่มีความร้อนใดๆที่จะได้เกิดขึ้นภายในตัวมัน หินวอยด์เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อน ซึ่งก็คือสารที่มีความจุความร้อนสูงมากจนไม่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิได้ ไม่ว่ามันจะดูดซับหรือปลดปล่อยความร้อนออกไปมากเพียงใดก็ตาม ก้อนหินวอยด์ที่มีอุณหภูมิ 0°C ก็จะยังคงอยู่ที่ 0°C แม้จะถูกล้อมรอบไปด้วยไฟ ก้อนหินวอยด์ที่มีอุณหภูมิ 100°C ก็จะยังคงอยู่ที่ 100°C แม้ว่าจะถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำแข็งก็ตาม
ในบางพื้นที่ก็สามารถพบหินวอยด์ที่มีอุณหภูมิหลายร้อยองศาได้ ซึ่งร้อนพอที่จะเรืองแสงสีแดงได้ การวิเคราะห์แสงที่ปล่อยออกมาผ่านเครื่องสเปกโตรมิเตอร์แบบออปติคัลแสดงให้เห็นว่าหินวอยด์เรืองแสงในสเปกตรัมของวัตถุดำที่สมบูรณ์แบบ
พื้นผิวของหินวอยด์นั้นไม่มีแรงเสียดทาน หากไม่มีแรงต้านอากาศ วัตถุก็สามารถที่จะเลื่อนไปบนพื้นผิวของมันได้เรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งคุณสมบัตินี้ก็ยังทำให้ไม่สามารถทำการเดินหรือยืนบนหินวอยด์ได้อีกด้วย
หินวอยด์เป็นฉนวนไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ มันกันน้ำ แต่อากาศก็สามารถไหลผ่านมันได้ มันไม่ตอบสนองกับแรงโน้มถ่วง และจะลอยนิ่งหากไม่มีสิ่งใดรองรับอยู่
ความแพร่หลาย
หินวอยด์นั้นมีอยู่ทั่วไป และสามารถถูกพบได้ในหลายๆด่าน โดยมันจะทำหน้าที่รองรับโครงสร้างให้กับห้องต่างๆในด่านนั้นๆ นอกจากนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นสิ่งกั้นระหว่างภายนอกของด่านกับช่องว่างสีน้ำเงินอีกด้วย หลังจากที่ได้ขุดผ่านวัสดุผิวดินของด่านไปไม่กี่เมตร ก็จะพบเข้ากับพื้นผิวที่เป็นหินวอยด์ และคอนกรีตโดยรอบก็ยังอาจถูกเสริมด้วยเหล็กเส้นที่ทำมาจากหินวอยด์ หากคอนกรีตนี้ถูกขุดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นแท่งหินวอยด์ที่ลอยอยู่
ยังไม่ทราบว่าแท่งหินวอยด์นี้สามารถที่จะฝังตัวลงไปยังคอนกรีตได้อย่างไร เนื่องจากที่ตัววัสดุเองไม่สามารถถูกเคลื่อนย้ายได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็มีอยู่มันมาตั้งแต่ที่เคยมีการบันทึกข้อมูลขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการใดที่สร้างแบ็กรูมส์ขึ้นมา กระบวนการนั้นก็น่าจะสามารถที่จะแปรรูปหินวอยด์ และสร้างแท่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
ควรทราบไว้ว่าไม่ใช่ผนังทุกผนังจะมีหินวอยด์อยู่ ผนังบางอันจึงสามารถถูกเจาะผ่านได้ ในทำนองเดียวกันนี้ หินวอยด์นั้นก็อาจจะไม่ได้มีอยู่ในทุกๆด่าน
ด้วยเหตุที่ยังไม่สามารถค้นพบแหล่งที่มาของวายฟายได้ จึงมีการคาดเดาว่าแหล่งที่มาของวายฟายน่าจะอยู่ด้านหลังกำแพงหินวอยด์ ซึ่งอยู่นอกเหนือการเข้าถึงของมนุษย์คนใดๆ
หลอดไฟและเครื่องจักรภายในด่านต่างๆจะสร้างความร้อนอยู่อย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดปล่อยความร้อนตรงนี้ออกไป ห้องต่างๆก็จะร้อนขึ้นถึงหลายร้อยองศา หินวอยด์ทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บความร้อน ดูดซับความร้อนส่วนเกิน และรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ อุณหภูมิของหินวอยด์จะแตกต่างกันไปในแต่ละด่าน ตัวอย่างเช่น หินวอยด์ในด่าน 115 จะคงอยู่ที่ -10°C และหินวอยด์ในด่าน 3 จะคงอยู่ที่ 18°C
ห้องที่มีอุปกรณ์อย่างเช่นหม้อน้ำหรือเครื่องทำความร้อน อาจจะร้อนกว่าผนังหินวอยด์ฐานโดยรอบได้อย่างมาก ซึ่งคล้ายคลึงกับภายในบ้านที่มีเครื่องทำความร้อนที่อาจอุ่นกว่าภายนอกได้อย่างมาก
แผนภาพที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของหินวอยด์ในด่านจะถูกแสดงไว้ด้านล่าง โดยจะมีส่วนกั้นของด่าน 0 เป็นตัวอย่างให้
ส่วนกั้นของด่าน 0 ที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของหินวอยด์ภายในตัวด่าน
หินวอยด์นั้นแทบไม่ค่อยถูกเปิดเผยออกมาโดยธรรมชาติเลย หากพบเห็น ก็แทบจะแน่นอนว่าวัสดุที่เคยปกคลุมมันเอาไว้ถูกนำออกโดยปัจจัยภายนอก
การตั้งชื่อ
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา กลุ่มต่างๆภายในแบ็กรูมส์ก็ได้เรียกหินวอยด์ด้วยชื่อที่แตกต่างกันไป ซึ่งน่าจะรวมถึงผู้สูญหายด้วย แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการอ้างถึงหินวอยด์ในเอกสารที่ได้รับการกู้คืนมา การใช้คำว่า "หินวอยด์" ครั้งแรกที่ถูกบันทึกไว้นั้นคือในปี 1952 ในไดอารี่ของผู้ที่ต่อมากลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ คำนี้ได้ถูกใช้โดยสมาชิกของเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ และการใช้คำดังกล่าวก็แพร่หลายไปจากที่นั่น
ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักแค่ไหน ฉันก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้ ยิ่งฉันเดินไปไกลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ฉันลองใช้อีเต้อที่เก็บมาได้จากกล่องทุบผนังและพื้นออก แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะเปิดรูไปหาพื้นที่วอยด์แทน จริงๆมันก็ไม่ใช่พื้นที่วอยด์ แต่เป็นหินดำๆลื่นๆก็แค่นั้น เรียกหินวอยด์ก็คงจะเข้าท่า ฉันพยายามจะทุบมันออกด้วย แต่ตอนที่อีเต้อไม่ลื่นออก มันก็จะแตกออกเป็นชิ้นๆแทน
การประยุกต์ใช้งาน
หินวอยด์อาจจะสร้างความรำคาญขึ้นได้ เนื่องจากที่มันจะจำกัดระยะของการขุดผ่านผนังต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้พเนจรก็ได้ค้นพบวิธีการใช้ประโยชน์จากมันเช่นกัน
แหล่งพลังงานไร้ที่สิ้นสุด
เนื่องจากที่หินวอยด์จะไม่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเมื่อความร้อนถูกดึงออกมา พลังงานความร้อนจำนวนมหาศาลจึงสามารถที่จะถูกสกัดออกมาได้
ในบางด่านนั้นก็จะสามารถพบโพรงลูกบาศก์ที่ถูกฝังลึกอยู่ด้านหลังผนังและเพดานชั้นพื้น โดยจะมีผนังหินวอยด์ที่ถูกเปิดเอาไว้ ผนังด้านหนึ่งจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 100°C และผนังด้านตรงข้ามจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0°C
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่แปลงความร้อนเป็นไฟฟ้าโดยตรง จะปรากฏอยู่ในโพรงเหล่านี้ แท่งทองแดงตัวนำจะยื่นออกมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและถูกดันไปที่ผนังหินวอยด์ทั้งสองข้าง ทำให้เกิดไฟฟ้าจากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างผนังทั้งสอง จำเป็นที่จะต้องมีความต่างทางอุณหภูมินี้เพื่อที่จะให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถทำงานได้ ตัวอย่างก็เช่น หินวอยด์ทั้งหมดภายในด่าน 75 จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 15°C ดังนั้นจึงไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องใดที่สามารถใช้งานได้
เครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้จะส่งออกไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งก็จะถูกแปลงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับผ่านอินเวอร์เตอร์2 สายไฟจากเครื่องกำเนิดไฟเหล่านี้จะกระจายไฟฟ้าไปยังหลอดไฟและอุปกรณ์อื่นๆ
หลังจากการวัดเป็นเวลาหลายทศวรรษ ผนังเหล่านี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิที่วัดได้ จึงไม่ทราบว่าผนังเหล่านี้มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติได้อย่างไร
หลายด่านที่อยู่ในร่มมีแหล่งพลังงานอยู่เพียงน้อยนิด ไม่มีแสงแดด ลม หรือแม่น้ำ และก็มักจะไม่มีเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือวัสดุนิวเคลียร์ใดๆ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในด่านเหล่านี้จำเป็นต้องนำพลังงานทั้งหมดมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหินวอยด์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ถึงแม้ว่าหินวอยด์จะเก็บรักษาพลังงานไว้เป็นจำนวนอนันต์ อัตราที่พลังงานจะถูกดึงออกมาได้ก็ค่อนข้างที่จะจำกัด เนื่องจากค่าการนำความร้อนขณะสัมผัสที่ต่ำ ซึ่งอยู่ที่ 113 W/m2K
ในปี 2025 เพดานของด่าน 1 ขนาดหนึ่งตารางกิโลเมตรได้ถูกต่อไฟใหม่เพื่อส่งพลังงานจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 100 เครื่องตรงไปยังฐานอัลฟ่าเพื่อให้พอกับความต้องการไฟฟ้าของฐานดังกล่าว
ข้อความที่ตัดตอนมาจากบันทึกการสัมภาษณ์กับบุคคลนิรนามที่อาศัยอยู่ในด่าน 13
ผมได้ทำงานๆแรกที่พื้นที่สำนักงาน EL3A บนด่าน 2 ถึงที่พักฟรีและอาหารที่พอกินได้จะค่อนข้างดี แต่งานที่ต้องทำจริงๆมันก็น่าเบื่อและเหนื่อยหน่าย
ผมทำงานมาได้สามชั่วโมงในกะสิบชั่วโมงที่สำนักงาน EL3A และก็แทบรอไม่ไหวที่จะได้เลิกงาน ผมกำลังเอาอิฐที่เพิ่งขุดมาได้จากด่าน 3 ออกจากรถราง และวางพวกมันลงในรถคันเล็กๆที่จะขนกองอิฐพวกนี้ไปหาลูกค้า
จู่ๆไฟก็ดับไป ผมก็ไม่รู้ว่าฐานกำลังถูกเอ็นทิตี้โจมตีอยู่หรือเปล่า เพราะปกติไฟฟ้าจะไม่ค่อยดับในด่านนี้ ถึงอย่างนั้น ผู้จัดการก็จุดคบเพลิง และสั่งให้เราทำงานต่อไปทั้งมืดๆ เพราะมันเป็นแค่ ‘ปัญหาไฟขาดชั่วคราว’ ที่จะถูกซ่อมในไม่นาน
รถขนอิฐหยุดวิ่งมาที่ฐานตอนไฟดับไป กลายเป็นว่าผมไม่ต้องทำงานอะไร ผมอยู่ราวๆชั่วโมงกว่า เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ผมกลับ กระทั่งเมื่อพวกเขามาบอกผมว่ามันเกิดอะไรขึ้น
กลายเป็นว่าหินวอยด์ที่ให้พลังงานกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกอยู่ จู่ๆก็ลดอุณหภูมิลงมาจนถึงอุณหภูมิห้อง แล้วตอนนี้เครื่องมันก็หยุดทำงานไปแล้ว และมันก็ตัดพลังงานของด่าน 2 ส่วนใหญ่ไปด้วย
พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมหินวอยด์ถึงเย็นลง เพราะปกติมันจะไม่ทำอย่างงั้น แต่ก็น่าจะเป็นเพราะพวกเขาเสียบแบตชุ่ยๆนั่นเข้าระบบไฟฟ้าหินวอยด์ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็ติดอยู่ในฐานนั้นแหละทั้งวันกว่าพวกเขาจะปล่อยเราออกมา
แม้คุณลักษณะหลักของหินวอยด์ก็คือการที่อุณหภูมิของมันจะคงที่อยู่เสมอ ในด่านบางด่านก็จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า ‘การเปลี่ยนอุณหภูมิฉับพลัน’ ซึ่งกำแพงอุณหภูมิสูงเหล่านี้จะลดอุณหภูมิลงจนถึงระดับห้องในทันที ก่อนจะเพิ่มอุณหภูมิกลับมายังระดับดั้งเดิมในเวลาต่อมา
แต่หากไม่มีความต่างทางอุณหภูมิแล้ว เครื่องกำเนิดไฟก็จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้สได้ จนทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟดับขึ้นในด่าน ด้วยเหตุนี้ ด่าน 2 จึงมีเหตุการณ์ไฟดับที่กินเวลาไปถึงสองปี โดยที่ด่าน 1 และด่าน 480 ก็ยังต้องประสบอยู่กับเหตุการณ์ไฟดับระยะสั้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็เกิดขึ้นตามปกติ ตั้งแต่เคยมีหินวอยด์ขึ้นมา
ข้อความที่ตัดตอนมาจากบันทึกการสัมภาษณ์กับบุคคลนิรนามที่กำลังอาศัยอยู่ในฐานอัลฟ่าในปัจจุบัน
ฉันเพิ่งย้ายกลับมาที่ฐานอัลฟ่า ฉันเคยอยู่ที่นี่มาก่อนหน้านี้สองสามปี และมันก็ไม่ได้ดีนัก เพราะไฟที่ฐานจะตกอยู่ตลอด
พวกเขาเคยพยายามใช้เครื่องกำเนิดไฟประดิษฐิ์ที่สร้างในลานขยะเพื่อจะให้ไฟด่านตอนที่เครื่องกำเนิดไฟจากหินวอยด์ดับลง แต่มันก็ไม่มีระบบหมุนเวียนอากาศอยู่เลย พวกมันเลยจะปล่อยควันเหม็นๆไปทั่วทุกที่ ควันพวกนั้นเกือนจะทำฉันตายไปแล้ว!
ตอนนี้พวกเขาใช้แบตเตอร์รี่บลูเจลมาเป็นพลังงานสำรอง ฉันจะคอยดูว่ามันมีอะไรดีขึ้นบ้างตั้งแต่ครั้งนั้นที่ฉันเคยมาอยู่…
วิธีการขนส่ง
เนื่องด้วยหินวอยด์ไม่มีแรงเสียดทาน การเลื่อนวัตถุผ่านแผ่นหินวอยด์จึงเป็นวิธีการขนส่งผู้คนและสินค้าที่ประหยัดเชื้อเพลิง โดยหลักการแล้ว ห้องสูญญากาศที่มีพื้นหินหินวอยด์จะช่วยให้สินค้าเคลื่อนตัวได้ตลอดไปโดยไม่ต้องใช้แรงขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดทางเทคนิคบางประการที่จำกัดการใช้หินวอยด์เพื่อจุดประสงค์นี้เอาไว้
ในการเข้าถึงพื้นหินวอยด์ฐาน ก็จำเป็นต้องมีการขุดพื้นให้ลึกลงไปเป็นเมตรๆ ซึ่งก็อาจมีแท่งหินวอยด์ที่ไม่สามารถถอดออกได้ฝังเอาไว้ หากทำลายสิ่งโดยรอบออกก็จะเหลือเพียงแค่แท่งหินวอยด์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ที่ก็จะจำกัดความสูงของยานพาหนะเอาไว้ เนื่องจากยานพาหนะที่มีความสูงเกินไปจะชนเข้ากับแท่งหินวอยด์เหล่านี้
ส่วนเล็กๆของอาคารบนด่าน 11 ที่มีกรอบหินวอยด์อยู่ ได้มีศิลปินนำส่วนประกอบที่ไม่เป็นหินวอยด์ออกทั้งหมดจากอาคารแห่งนี้เพื่อจะสร้าง ‘บ้านวอยด์’
ล้อจะไม่ทำงานบนพื้นผิวที่ไม่มีแรงเสียดทาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นๆ ที่ไม่สะดวกนักในการเร่งความเร็วและลดความเร็วของรถ เช่น การใช้มอเตอร์เหนี่ยวนำเชิงเส้น เครื่องขับดัน หรือการติดล้อเอาไว้ที่ด้านข้างของรถเพื่อใช้ผลักกับผนัง สิ่งสำคัญคือรถจะต้องสามารถเร่งความเร็วและลดความเร็วได้อย่างง่ายดายเพื่อผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว
ด้วยเหตุนี้ แทร็กหินวอยด์จึงไม่ได้ถูกใช้มากนัก และก็ยังเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่ม B.N.T.G. ถึงเลือกที่จะสร้างรางรถไฟแทนในด่าน 2 อย่างไรก็ตาม ทาง M.E.G. ก็ได้ทดลองสร้างรางหินวอยด์เอาไว้ภายในด่าน 1
งานศิลป์
งานแกะสลักที่ถูกทำอยู่ในขั้นบันไดบนด่าน 280 สร้างขึ้นโดยบุคคลนิรนาม งานแกะนี้จะเผยให้เห็นถึงหินวอยด์ภายในขั้นบันได
หินวอยด์นั้นมีความดำยิ่งกว่าเม็ดสีใดๆ ทำให้การใช้มันเพื่อจุดประสงค์ทางศิลป์น่าดึงดูดเป็นอย่างมาก
การกะเทาะวัสดุโครงสร้างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติออก และเปิดเผยหินวอยด์ที่อยู่ด้านใต้ จะทำให้เกิดงานแกะสลักที่มีความโดดเด่นทางลักษณะ ข้อความ สัญลักษณ์ และรูปสลักจะมีสีดำสนิท ตัดกันโดยสิ้นเชิงกับสภาพแวดล้อมดั้งเดิม พวกมันจึงจะดูสะดุดตา สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้สีดำใดๆ ซึ่งจะสามารถลอกออกได้ งานสลักเหล่านี้จะรักษารูปลักษณ์ต่อไปได้นับร้อยๆปี หรืออย่างน้อยก็จนกว่าด่านจะเริ่มฟื้นฟูตนเองและทำลายมันลง
งานสลักหินวอยด์เป็นหนึ่งในประเภทงานศิลป์แรกๆที่ปรากฏอยู่ในแบ็กรูมส์ โดยงานสลักโบราณที่ถูกเขียนในภาษาที่ไม่ทราบถึงก็จะปรากฏอยู่ในหลากหลายด่าน
การนำชั้นด้านบนของหินวอยด์ออกตรงเพดานหรือผนังจะทำให้เกิดพื้นผิวที่มืดมิดราวกับความว่างเปล่า ทำให้สามารถสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากปกติอย่างมากได้ แต่ก็จะไม่สามารถทำได้กับพื้น เนื่องจากที่มันจะลื่นเกินไป
โครงสร้างย่อย
บทตัดตอนจากบทความที่ถูกเขียนโดย ดร.โลรองต์ บนเครือข่ายข่าวแบ็กรูมส์
การถูกแยกออกจากครอบครัวในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมานี้ และได้รู้ว่าฉันจะไม่มีวันได้เห็นพวกเขาอีกนั้นเป็นเรื่องที่แย่ ฉันหวังว่าลูกๆของฉันจะได้เข้ามหาลัยที่พวกเขาอยากเข้า แต่… ถ้าให้พูดกันจริงๆ ถึงจะแปลก แต่การเข้ามาในแบ็กรูมส์ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับการงานของฉันเลย
บนโลก หลังจากที่จบปริญญาเอกมา ฉันก็ทำงานเป็นนักวัสดุวิทยา และก็ได้ใช้เวลาไปกับการโน้มน้าวให้รัฐบาลและองค์กรต่างๆมอบทุนให้งานวิจัยของฉันมากกว่าการทำวิจัยเองซะอีก ฉันอาจจะเสียงานไปในตอนไหนก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม M.E.G. มันก็ได้มีวัตถุและปรากฏการณ์มากมายให้ตรวจสอบ เหมือนได้เพิ่มอะไรจริงๆไปให้กับวิทยาศาสตร์ หินวอยด์เป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าสนใจที่สุด มันไม่เหมือนกับอะไรที่มีอยู่ในฟรอนท์รูมส์เลย
เพราะอย่างนั้น ฉันเลยเข้ามาเป็นหัวหน้านักวิจัยให้กับทีมวิจัยร่วม M.E.G. และวงล้อมอาเรียน เราเริ่มทำการทดลองกับตัวอย่างในฮิปโปกราแตส-1 โดยการสังเกตมันผ่านกล้องจุลทรรศน์ มันมีความเรียบโดยสมบูรณ์ ไม่มีความผิดปกติเชิงจุลภาพใดๆ และสารเคมีกัดกร่อนใดๆที่เราเทใส่ก็ไม่มีผลใดๆ เหมือนว่ามันจะไม่ได้ทำขึ้นจากวัสดุใดที่อยู่บนตารางธาตุ
ตัวอย่างหินวอยด์ที่ลอยอยู่ในห้องทดลองของฮิปโปกราแตส-1
หลังจากที่ได้ทำการปรับแต่งโครงสร้างตามธรรมชาติของด่าน 1 และเปลี่ยนให้มันกลายมาเป็นฮิปโปกราแตส-1 ชิ้นส่วนของหินวอยด์เส้นก็ได้ถูกทิ้งไว้ให้ลอยค้างอยู่ในห้องปฏิบัติการของฐาน ชิ้นส่วนเหล่านี้ได้ถูกใช้ในการทดลองต่างๆที่ช่วยให้กลุ่ม M.E.G. และวงล้อมอาเรียนได้มาซึ่งความรู้ส่วนใหญ่ที่เรามีเกี่ยวกับหินวอยด์
แม้กระทั่งในระดับจุลทรรศน์ พื้นผิวของหินวอยด์ก็มีความราบเรียบโดยสมบูรณ์ ไม่มีหลักฐานใดๆที่ชี้ว่ามันถูกประกอบขึ้นจากอะตอม และสิ่งที่ประกอบมันขึ้นนั้นก็ยังไม่เป็นที่ทราบ
วัสดุตามปกติแล้วจะนำความร้อนผ่านการเปลี่ยนถ่ายพลังงานระหว่างอะตอมข้างเคียง ซึ่งเมื่อไม่มีอะตอมอยู่ หินวอยด์ก็จะเปลี่ยนถ่ายพลังงานผ่านสนามหนาสิบไมโครเมตรที่ล้อมรอบมันอยู่แทน อะตอมในสนามนี้จะดูดซับหรือปล่อยพลังงานจลน์เพื่อที่จะเย็นลงหรือร้อนขึ้นให้ตรงกับอุณหภูมิของหินวอยด์ เนื่องจากที่กระบวนการนี้จะค่อยข้างช้า มันจึงส่งผลให้ค่าการนำความร้อนขณะสัมผัสของหินวอยด์มีระดับต่ำไปด้วย




