หินวอยด์ที่ถูกเปิดออกในกำแพงของด่าน 1 หลังที่ได้มีการระเบิดมันออก
วัตถุที่ 50 หรือที่รู้จักกันในชื่อ หินวอยด์ เป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีสีดำสนิท และไม่สามารถถูกเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งถูกพบฝังอยู่ภายในผนัง พื้น และเพดานของหลายๆด่าน คอยป้องกันไม่ให้ห้องนับล้านตารางกิโลเมตรถล่มลงมาได้ นอกจากนี้ มันก็ยังสามารถถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ และก็เป็นที่ทราบกันว่าสิ่งเหล่าเป็นเป็นแหล่งพลังงานให้กับพื้นที่หลายๆส่วนของแบ็กรูมส์อีกด้วย
คำอธิบาย
หินวอยด์นั้นไม่สามารถถูกทำลายลงได้ มันไม่เคยบิดเบี้ยว แตกร้าว เสื่อมสภาพ หรือเสียรูปลักษณ์ และไม่ว่าจะมันได้รับแรงดันมากขนาดไหน มันก็ไม่ขยับ คุณสมบัตินี้มีความคล้ายคลึงกับคุณสมบัติของลูกกรงในด่าน 3 หรือกระเบี้องของด่าน 37
ลำแสงที่มองเห็นได้ทั้งหมดที่กระทบเข้ากับหินวอยด์นั้นจะถูกดูดซับ พื้นผิวทั้งหมดของหินช่องว่างจะมีสีดำสนิทเหมือนกันไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะมุมหรือขอบได้ ดังนั้น ตัวอย่างของหินวอยด์จึงมีรูปลักษณ์เป็นสองมิติ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบอื่นๆ เช่น รังสีเอกซ์ นั้นจะถูกดูดซับเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุก็จะสามารถทะลุผ่านมันไปได้ ซึ่งก็ทำให้วายฟายสามารถทะลุผ่านผนังต่างๆได้
ถึงแม้ว่ามันจะดูดซับแสงทั้งหมดที่เข้ามากระทบก็ตาม แต่ก็จะไม่มีความร้อนใดๆที่จะได้เกิดขึ้นภายในตัวมัน หินวอยด์เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อน ซึ่งก็คือสารที่มีความจุความร้อนสูงมากจนไม่สามารถเปลี่ยนอุณหภูมิได้ ไม่ว่ามันจะดูดซับหรือปลดปล่อยความร้อนออกไปมากเพียงใดก็ตาม ก้อนหินวอยด์ที่มีอุณหภูมิ 0°C ก็จะยังคงอยู่ที่ 0°C แม้จะถูกล้อมรอบไปด้วยไฟ ก้อนหินวอยด์ที่มีอุณหภูมิ 100°C ก็จะยังคงอยู่ที่ 100°C แม้ว่าจะถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำแข็งก็ตาม
ในบางพื้นที่ก็สามารถพบหินวอยด์ที่มีอุณหภูมิหลายร้อยองศาได้ ซึ่งร้อนพอที่จะเรืองแสงสีแดงได้ การวิเคราะห์แสงที่ปล่อยออกมาผ่านเครื่องสเปกโตรมิเตอร์แบบออปติคัลแสดงให้เห็นว่าหินวอยด์เรืองแสงในสเปกตรัมของวัตถุดำที่สมบูรณ์แบบ
พื้นผิวของหินวอยด์นั้นไม่มีแรงเสียดทาน หากไม่มีแรงต้านอากาศ วัตถุก็สามารถที่จะเลื่อนไปบนพื้นผิวของมันได้เรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งคุณสมบัตินี้ก็ยังทำให้ไม่สามารถทำการเดินหรือยืนบนหินวอยด์ได้อีกด้วย
หินวอยด์เป็นฉนวนไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ มันกันน้ำ แต่อากาศก็สามารถไหลผ่านมันได้ มันไม่ตอบสนองกับแรงโน้มถ่วง และจะลอยนิ่งหากไม่มีสิ่งใดรองรับอยู่
ความแพร่หลาย
หินวอยด์นั้นมีอยู่ทั่วไป และสามารถถูกพบได้ในหลายๆด่าน โดยมันจะทำหน้าที่รองรับโครงสร้างให้กับห้องต่างๆในด่านนั้นๆ นอกจากนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นสิ่งกั้นระหว่างภายนอกของด่านกับช่องว่างสีน้ำเงินอีกด้วย หลังจากที่ได้ขุดผ่านวัสดุผิวดินของด่านไปไม่กี่เมตร ก็จะพบเข้ากับพื้นผิวที่เป็นหินวอยด์ และคอนกรีตโดยรอบก็ยังอาจถูกเสริมด้วยเหล็กเส้นที่ทำมาจากหินวอยด์ หากคอนกรีตนี้ถูกขุดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นแท่งหินวอยด์ที่ลอยอยู่
ยังไม่ทราบว่าแท่งหินวอยด์นี้สามารถที่จะฝังตัวลงไปยังคอนกรีตได้อย่างไร เนื่องจากที่ตัววัสดุเองไม่สามารถถูกเคลื่อนย้ายได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็มีอยู่มันมาตั้งแต่ที่เคยมีการบันทึกข้อมูลขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการใดที่สร้างแบ็กรูมส์ขึ้นมา กระบวนการนั้นก็น่าจะสามารถที่จะแปรรูปหินวอยด์ และสร้างแท่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
ควรทราบไว้ว่าไม่ใช่ผนังทุกผนังจะมีหินวอยด์อยู่ ผนังบางอันจึงสามารถถูกเจาะผ่านได้ ในทำนองเดียวกันนี้ หินวอยด์นั้นก็อาจจะไม่ได้มีอยู่ในทุกๆด่าน
ด้วยเหตุที่ยังไม่สามารถค้นพบแหล่งที่มาของวายฟายได้ จึงมีการคาดเดาว่าแหล่งที่มาของวายฟายน่าจะอยู่ด้านหลังกำแพงหินวอยด์ ซึ่งอยู่นอกเหนือการเข้าถึงของมนุษย์คนใดๆ
หลอดไฟและเครื่องจักรภายในด่านต่างๆจะสร้างความร้อนอยู่อย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดปล่อยความร้อนตรงนี้ออกไป ห้องต่างๆก็จะร้อนขึ้นถึงหลายร้อยองศา หินวอยด์ทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บความร้อน ดูดซับความร้อนส่วนเกิน และรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ อุณหภูมิของหินวอยด์จะแตกต่างกันไปในแต่ละด่าน ตัวอย่างเช่น หินวอยด์ในด่าน 115 จะคงอยู่ที่ -10°C และหินวอยด์ในด่าน 3 จะคงอยู่ที่ 18°C
ห้องที่มีอุปกรณ์อย่างเช่นหม้อน้ำหรือเครื่องทำความร้อน อาจจะร้อนกว่าผนังหินวอยด์ฐานโดยรอบได้อย่างมาก ซึ่งคล้ายคลึงกับภายในบ้านที่มีเครื่องทำความร้อนที่อาจอุ่นกว่าภายนอกได้อย่างมาก
แผนภาพที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของหินวอยด์ในด่านจะถูกแสดงไว้ด้านล่าง โดยจะมีส่วนกั้นของด่าน 0 เป็นตัวอย่างให้
ส่วนกั้นของด่าน 0 ที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของหินวอยด์ภายในตัวด่าน
หินวอยด์นั้นแทบไม่ค่อยถูกเปิดเผยออกมาโดยธรรมชาติเลย หากพบเห็น ก็แทบจะแน่นอนว่าวัสดุที่เคยปกคลุมมันเอาไว้ถูกนำออกโดยปัจจัยภายนอก
การตั้งชื่อ
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา กลุ่มต่างๆภายในแบ็กรูมส์ก็ได้เรียกหินวอยด์ด้วยชื่อที่แตกต่างกันไป ซึ่งน่าจะรวมถึงผู้สูญหายด้วย แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการอ้างถึงหินวอยด์ในเอกสารที่ได้รับการกู้คืนมา การใช้คำว่า "หินวอยด์" ครั้งแรกที่ถูกบันทึกไว้นั้นคือในปี 1952 ในไดอารี่ของผู้ที่ต่อมากลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่มเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ คำนี้ได้ถูกใช้โดยสมาชิกของเอดดิ้งส์ สตรั๊กเกอร์ และการใช้คำดังกล่าวก็แพร่หลายไปจากที่นั่น
ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักแค่ไหน ฉันก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้ ยิ่งฉันเดินไปไกลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ฉันลองใช้อีเต้อที่เก็บมาได้จากกล่องทุบผนังและพื้นออก แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะเปิดรูไปหาพื้นที่วอยด์แทน จริงๆมันก็ไม่ใช่พื้นที่วอยด์ แต่เป็นหินดำๆลื่นๆก็แค่นั้น เรียกหินวอยด์ก็คงจะเข้าท่า ฉันพยายามจะทุบมันออกด้วย แต่ตอนที่อีเต้อไม่ลื่นออก มันก็จะแตกออกเป็นชิ้นๆแทน
การประยุกต์ใช้งาน
หินวอยด์อาจจะสร้างความรำคาญขึ้นได้ เนื่องจากที่มันจะจำกัดระยะของการขุดผ่านผนังต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้พเนจรก็ได้ค้นพบวิธีการใช้ประโยชน์จากมันเช่นกัน
แหล่งพลังงานไร้ที่สิ้นสุด
เนื่องจากที่หินวอยด์จะไม่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเมื่อความร้อนถูกดึงออกมา พลังงานความร้อนจำนวนมหาศาลจึงสามารถที่จะถูกสกัดออกมาได้
ในบางด่านนั้นก็จะสามารถพบโพรงลูกบาศก์ที่ถูกฝังลึกอยู่ด้านหลังผนังและเพดานชั้นพื้น โดยจะมีผนังหินวอยด์ที่ถูกเปิดเอาไว้ ผนังด้านหนึ่งจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 100°C และผนังด้านตรงข้ามจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0°C
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่แปลงความร้อนเป็นไฟฟ้าโดยตรง จะปรากฏอยู่ในโพรงเหล่านี้ แท่งทองแดงตัวนำจะยื่นออกมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและถูกดันไปที่ผนังหินวอยด์ทั้งสองข้าง ทำให้เกิดไฟฟ้าจากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างผนังทั้งสอง สายไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหล่านี้จะกระจายไฟฟ้าไปยังหลอดไฟและอุปกรณ์อื่นๆ
หลังจากการวัดเป็นเวลาหลายทศวรรษ ผนังเหล่านี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิที่วัดได้ จึงไม่ทราบว่าผนังเหล่านี้มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติได้อย่างไร
กลุ่มต่างๆนั้นได้สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเองเพื่อที่จะดึงพลังงานจากแหล่งนี้
วิธีการขนส่ง
เนื่องด้วยหินวอยด์ไม่มีแรงเสียดทาน การเลื่อนวัตถุผ่านแผ่นหินวอยด์จึงเป็นวิธีการขนส่งผู้คนและสินค้าที่ประหยัดเชื้อเพลิง โดยหลักการแล้ว ห้องสูญญากาศที่มีพื้นหินหินวอยด์จะช่วยให้สินค้าเคลื่อนตัวได้ตลอดไปโดยไม่ต้องใช้แรงขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดทางเทคนิคบางประการที่จำกัดการใช้หินวอยด์เพื่อจุดประสงค์นี้เอาไว้
ในการเข้าถึงพื้นหินวอยด์ฐาน ก็จำเป็นต้องมีการขุดพื้นให้ลึกลงไปเป็นเมตรๆ ซึ่งก็อาจมีแท่งหินวอยด์ที่ไม่สามารถถอดออกได้ฝังเอาไว้ หากทำลายสิ่งโดยรอบออกก็จะเหลือเพียงแค่แท่งหินวอยด์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ที่ก็จะจำกัดความสูงของยานพาหนะเอาไว้ เนื่องจากยานพาหนะที่มีความสูงเกินไปจะชนเข้ากับแท่งหินวอยด์เหล่านี้
ล้อจะไม่ทำงานบนพื้นผิวที่ไม่มีแรงเสียดทาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นๆ ที่ไม่สะดวกนักในการเร่งความเร็วและลดความเร็วของรถ เช่น การใช้มอเตอร์เหนี่ยวนำเชิงเส้น เครื่องขับดัน หรือการติดล้อเอาไว้ที่ด้านข้างของรถเพื่อใช้ผลักกับผนัง สิ่งสำคัญคือรถจะต้องสามารถเร่งความเร็วและลดความเร็วได้อย่างง่ายดายเพื่อผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว
ด้วยเหตุนี้ แทร็กหินวอยด์จึงไม่ได้ถูกใช้มากนัก และก็ยังเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่ม B.N.T.G. ถึงเลือกที่จะสร้างรางรถไฟแทนในด่าน 2 อย่างไรก็ตาม ทาง M.E.G. ก็ได้ทดลองสร้างรางหินวอยด์เอาไว้ภายในด่าน 1


