โบสถ์
ลึกเข้าไปในดินแดนของด่าน 11 อาลาสแดร์ มอร์แกน ยืนอยู่อย่างเดียวดายในโบสถ์อันรกร้าง
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ถึงประวัติของที่นี่ก็ตาม ที่นี่เคยเป็นบ้านของกลุ่มสาวกแห่งเจอร์รี่ พวกเขาได้ทำการเดินทางแสวงบุญครั้งยิ่งใหญ่มาจากด่าน 3 สละชีวิตของนักบวชและผู้เผยแผ่ไปหลายคน เพื่อที่สุดท้ายจะได้มาจบลงที่โบสถ์อันซอมซ่อแห่งนี้ ซึ่งก็ตั้งอยู่ในส่วนลึกของเมืองที่รกร้าง แม้โบสถ์จะนำพาความสงบสุขมาให้เพียงชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วเหล่าสาวกก็ถูกขับไล่ออกไปจากสังคม เพราะมวลชนส่วนใหญ่มองว่าพวกเขาคือความอัปยศ เรื่องราวถูกฝังกลบลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ โดนทิ้งให้ถูกลืมไปตามกาล
เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนพวกนั้น เพราะพวกเขาได้แตกกลุ่มกันไปเมื่อนานมาแล้ว
แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในเคหะสถานที่ว่างเปล่านี้ เสียงที่ส่งผ่านมาตามคาน ความเงียบนั้นดังยิ่งกว่าสิ่งใด ที่นี่เคยเป็นที่รู้จักของผู้คน เขาคิดกับตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ความอึดอัดยังคงก่อตัวในใจเขา มันทำให้เขาเสียสมาธิ
และในตอนนั้น ชื่อของเขาก็ถูกเชื้อเชิญมาจากม้านั่งที่ว่างเปล่า มอร์แกนแทบจะนั่งลงโดยอัตโนมัติ เกราะสนิมเกรอะของเขามันส่งเสียงเอี๊ยดสุดแสบหู มันเป็นการเดินทางอันยาวนนาน และร่างกายของเขาชี้ให้เห็นความจริงนั้น:
สัญลักษณ์ดวงตาแห่งอากอสบนเกราะอกถูกขัดออก หมวกถูกประดับด้วยสีของสงคราม ดาบชะโลมด้วยคราบสีแดงจากการต่อสู้นับไม่ถ้วน
แต่มันยังไม่จบ เขาขบคิด เพราะยังมีศัตรูที่ฉันยังไม่เคยพบเจอ
ภายในไม่กี่วินาที เมื่อความสำคัญของหน้าที่ชัดแจ้งในใจเขา มันก็กลบพลังอันพิศวงของโบสถ์ ในตอนนั้นที่เขานึกถึง ฆาตกรปีศาจ— อสุรกายที่เขาจะได้พบตัวเป็นๆในอีกไม่ไม่ช้า— และจะต้องตามมาด้วยการปะทะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขารู้ว่าเจ้าฆาตกรคงจะไม่ยอมรับคำขอของเขา เขารู้ว่าไม่เขาก็มันจะต้องตายในท้ายที่สุด
เขาถอนหายใจ แล้วลุกขึ้นอีกครั้ง การพักรบสั้นๆได้จบลงแล้ว และถึงเวลาหวนคืนสู่สงคราม เขามีสิ่งที่ต้องจัดการให้เสร็จ ฆาตกรปีศาจคงไม่อยู่ในด่าน 11 นานมากเท่าไหร่
และถึง อาลาสแดร์เกือบที่จะต้องการให้เป็นเป็นแบบนั้น แต่เขาคนนั้นไม่ได้ซ่อนตัวในโบสถ์นี้
โบสถ์อันเงียบสงบ
สถานที่อันบิดเบี้ยว ที่เกิดจากความฝันและโศกนาฏกรรม


